รูปภาพที่มีคำบรรยายด้วยหาดูได้จาก Flickr ตามลิงค์นี้ได้ http://www.flickr.com/photos/24794725@N00/sets/72157622699553100/detail/
รูปภาพที่มีคำบรรยายด้วยหาดูได้จาก Flickr ตามลิงค์นี้ได้ http://www.flickr.com/photos/24794725@N00/sets/72157622699553100/detail/
ผู้ต้องการชมรูบที่ถ่ายไว้สำหรับการหลีกเร้นครั้งล่าสุดนี้ สามารถดูได้ ที่นี่ <= http://www.flickr.com/photos/24794725@N00/
ได้แยกเป้นหมวดหมู่ไว้ให้ด้วย
ฯลฯ
ปล. ค่อนข้างมีปัญหากับสัญญาณดาวเทียมอินเตอร์เน็ท และ โทรศัพท์มาก ทำให้การ upload รูปภาพ และ VDO ทำได้อย่างล่าช้า ให้ลูกศิษย์หลวงพ่อทั้งหลายคอยติดตาม update ต่อ ๆ ไป
อริยะสาวกนั้น ไม่มีความพอใจหยุดอยู่เพียงแค่ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างไม่หวั่นไหว แต่ พยายามยิ่งให้ขึ้นไป คือ เพื่อความวิเวกในกลางวัน เพื่อความหลีกเร้นในกลางคืน
เมื่ออริยสาวกนั้น เป็นผู้ไม่ประมาทอยู่อย่างนี้, ปราโมทย์ (ความบันเทิงใจ) ย่อมเกิดขึ้น ; เมื่อปราโมทย์แล้ว ปีติ(ความอิ่มใจ) ย่อมเกิดขึ้น ; เมื่อมีใจปีติ กายก็สงบระงับ ; ผู้มีกายสงบ ย่อมรู้สึกเป็นสุข ; จิตของ ผู้มีสุข ย่อมตั้งมั่น (เป็นสมาธิ) เมื่อจิตตั้งมั่น ธรรม (ที่ยังไม่เคยปรากฏ) ย่อมปรากฏ ; เพราะความปรากฏแห่งธรรม อริยสาวกนั้น ย่อมถึงซึ่งการนับ ได้ว่าเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท โดยแท้.
- มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๐๑/๑๖๐๒ (อ/๑๔๖๒)
แน่นอนว่าเมื่อมาหลีกเร้นแล้ว จะพบความสุขอันเกิดจากความสงบ และเมื่อกลับไปบ้านแล้ว ก็สามารถปฏิบัติต่อได้ เพราะการปฏบัติเป็นความเพียรทางจิต ทำที่ไหนก็ได้ เมื่อยังมีลมหายใจอยู่ และถ้ามีเวลาก็มาหลีกเร้นบ้าง มาช่วยงานธรรมบ้าง
พระพุทธเจ้าของเราก็หลีกเร้นเป็นตัวอย่าง โดยบางครั้งก็หายหน้าหายตาไปเข้าป่าอยู่ผู้เดียวเป็นเวลา15 วันบ้าง เดือนหนึ่งบ้าง หรือ 3 เดือนบ้าง ให้แต่ภิกษุที่เข้าไปส่งอาหารบิณฑบาตรเท่านั้น
“อย่าพึงหยุดอยู่เพียงความดีเท่านั้น แต่พยายามสืบต่อความดีให้ยิ่งขึ้นไปอีก”
ปลายปี 2553 คิดว่าจะได้จัดให้มีหลักสูตรหลีกเร้น 15 วัน รับเฉพาะผู้หลีกเร้นเก่าเท่านั้น ถ้าสนใจให้ใส่ comment ไว้ จะได้ทราบว่ามีคนสนใจและจะได้ดำเนินการต่อไป
การปฏิบัติหลีกเร้น ใน ปี 2553 (2010) มี 9 ครั้งดังนี้
โปรดสมัครล่วงหน้า อย่างน้อย 10 วัน เพื่อจะได้เตรียมเรื่องสถานที่ให้พร้อม
ปฏิทินการปฏิบัติในปี 2552 ยังมีอีก 2 ครั้งดังนี้
ภิกษุ ท ! ภิกษุบางรูป ในกรณีนี้ เป็นผู้สงบเสงี่ยมเต็มที่อยู่ได้ อ่อนน้อมถ่อมตนเต็มที่อยู่ได้ เยือกเย็นเต็มที่อยู่ได้ เพียงชั่วเวลาที่ถ้อยคำอันไม่น่าพอใจมากระทบเท่านั้น ก็เมื่อใดถ้อยคำอันไม่น่าพอใจมากระทบอยู่ ก็ยังสงบเสงี่ยมอยู่ได้ นั่นแหละจึงเป็นที่รู้กันได้ว่าสงบเสงี่ยมจริง, ยังอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ได้ จึงจะอ่อนน้อมถ่อมตนจริง, ยังเยือกเย็นอยู่ได้ จึงจะว่าเยือกเย็นจริง.
ภิกษุ ท ! ภิกษุใด เป็นผู้ว่าง่าย หรือถึงความเป็นผู้ว่าง่าย เพราะ เหตุเพื่อจะได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลานเภสัช เราไม่กล่าวภิกษุนั้นว่าเป็นผู้ว่าง่ายเลย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ภิกษุนี้เมื่อไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช อยู่ ก็จะไม่เป็นผู้ว่าง่าย ไม่ถึงความเป็นผู้ว่าง่าย.
ภิกษุ ท ! ส่วนภิกษุใด สักการะธรรมอยู่ เคารพธรรมะอยู่ นอบ น้อมธรรมมะอยู่ เป็นผู้ว่าง่าย ถึงความเป็นผู้ว่าง่ายอยู่ : นั่นแหละเรากล่าวว่า ผู้ว่าง่ายแท้จริง. ภิกษุ ท ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ เธอทั้งหลาย พึงทำการศึกษาสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราจักเป็นผู้สักการะธรรมอยู่เคารพธรรมะอยู่นอบน้อมธรรมะอยู่ เป็นผู้ว่าง่าย ถึงความเป็นผู้ว่าง่าย” ดังนี้
– มู. ม. ๑๒/๒๕๔/๒๖๖
เจ้านายให้เงินเดือนเรา เราจึงเป็นผู้ว่าง่าย (เพราะเหตุแห่งจีวร บิณฑบาตร เสนาสนะ และเภสัช) นั้นไม่ใช่ผู้ว่าง่ายที่แท้จริงเด้อ
การปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาสามารถทำได้ตลอดเวลา เพราะทำที่กาย ทำที่จิต ตราบใดที่ยังหายใจอยู่ ก็จงปฏิบัติให้เป็นผู้ไม่ลืมหลงในลมได้
เพราะฉะนั้นการมาเข้าคอร์สปฏิบัติ 7 วันนั้น จงอย่าคิดว่าเป็นแค่การมาฝึกปฏิบัติเท่านั้น แต่เป็นการมา “วิเวกหลีกเร้น” โดยใช้สถานที่ของวัดป่าฯให้เป็นประโยชน์
การวิเวกหลีกเร้นนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง ดังที่พระผู้มีพระภาคเคยตรัสไว้ว่า
เธอ ผู้หลีกเร้น ย่อมรู้ได้ตามเป็นจริง, รู้ได้ตามเป็นจริงซึ่งอะไรเล่า ? เป็นจริง ซึ่ง ความจริงอันประเสริฐ ว่า “นี้เป็นทุกข์, นี้เป็นเหตุให้เกิดความดับไม่เหลือของทุกข์, และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับของทุกข์;” ดังนี้.
พวกเธอทั้งหลาย จงประกอบความเพียรในการหลีกเร้นเถิด. เธอผู้หลีกเร้น ย่อมรู้ได้ตามเป็นจริง.
ดังนั้นในปีหนีง ๆ ควรจะหาเวลามา “วิเวกหลีกเร้น” สัก 1-2 ครั้ง เป็นเวลาครั้งละ 7 วัน หรือถ้ามีความพอใจในการช่วยเหลือผู้อื่นในการ วิเวกหลีกเร้น ก็สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยงานธรรมได้ เรายังขาดผู้ช่วยงานธรรม อยู่มากทีเดียวในตอนนี้
สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับ การหลีกเร้น (หลักสูตร 7 วัน) ได้ที่นี่
คอยพบกับสิ่งใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้ คือ
ในพรรษานี้ ที่วัดป่าดอนหายโศกมีพระที่ถึอธุดงควัตร หลวงพ่อจึงมีความพอใจที่จะอธิบายเรื่องธุดงควัตรให้ลูกศิษย์ที่ทราบแล้ว หรือยังทราบไม่ละเอียด หรือที่ต้องการทราบให้อ่านกัน โดยจะต้องใช้ post หลาย posts ด้วยกันอยู่
ในตอนแรกนี้จะอธิบายให้ทราบถึงธุดงควัตรที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ทั้งหมดโดยสังเขปก่อนดังนี้คือ
ธุดงควัตรบางข้อนี้ก็ทำพร้อมกันได้ บางข้อก็ทำพร้อมกันไม่ได้
ธุดงควัตรเป็นสิ่งที่หนุนศีล และทำให้จิตใจเข้มแข็งขี้น
ในคราวต่อไปจะอธิบายให้ทราบถึงจุดประสงค์การสมาทานธุดงค์ และรายละเอียดของธุดงควัตรแต่ละข้อ
วันนี้ได้รับมะขามป้อมอบแห้ง ซึ่งเป็นยาที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้ภิกษุฉันได้ในเวลาวิกาล (หลัง 12.00น.)
นอกจากนี้ยังมี “เภสัช 5″ ซึงพระผู้มีพระุภาคอนุญาติให้เป็นยาได้อีก นั่นคือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย. รวมถึงส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ที่ใช้เป็นยาได้ด้วย
เมื่อแผ่เมตตาแล้วอย่างถูกต้อง พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ อย่างนี้ คือ
ในหลักสูตรการปฏิบัติ 7 วัน ที่วัดป่าดอนหายโศกนั้น นอกจากการทำเมตตาภาวนาทุกวันแล้ว ยังให้ทมีการทำำพรหมวิหารอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย (ได้แก่ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา)
มีบทว่าดังนี้
อหัง สุขิืโต โหมิ: ขอเราจงถึงซึ่งความสุขเถิด
นิทฺทุกโข โหมิ: ขอเราจงปราศจากความทุกข์เถิด
อเวโร โหมิ: ขอเราจงอย่าได้มีเวรมีภัยเลย
อัพยาปัชโฌ โหมิ: ขอเราอย่างได้มีความเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีโฆ โหมิ: ขอเราจงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ: ขอเราจงเป็นผู้มีความสุข รักษาตนอยู่เถิด
(ติดตามตอนต่อไปในเรื่องของอานิสงส์ของการแผ่เมตตา)