ในสมัยพุทธกาลคำว่า “มาตุคาม” หมายถึง ผู้หญิง, พระพุทธเจ้าได้ตร้สถึงกำลัง ๕ อย่างซึ่งเมื่อมาตุคามได้แล้ว สามารถบังคับสามีอยู่ครองเรือนได้ สามารถประพฤตข่มขี่สามีได้ ในปัสสัยหสูตร และ อภิภุยยสูตร ดังนี้คือ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังของมาตุคาม ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน กำลังคือรูป(ร่างหน้าตา) กำลังคือโภคะ(ทรัพย์) กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร กำลังคือศีล กำลังของมาตุคาม๕ นี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลัง ๕ ประการนี้แล ย่อมบังคับสามีอยู่ครองเรือนได้ ในอีกสูตรหนึ่งระบุถึงคุณสมบัติ ๕ อย่างเหมือนกับ ต่างกันที่ว่า “ย่อมประพฤตข่มขี่สามีได้” คนเราถ้าีมีศึลก็ไม่ต้องกลัวอะไร!!!
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ (๑) บุคคลย่อมเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑ (๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑ (๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑ (๔) เป็นผู้มีศีล ๑ (๕) มีมิตรดีงาม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน ฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ (๑) บุคคลเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑ (๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑ (๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑ (๔) เป็นผู้เที่ยวในกาลสมควร ๑ (๕) เป็นผู้ประพฤติเพียงดังพรหม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕… [Read more…]
ก่อนที่พระมหาโมคคัลลานะจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้ประสบปัญหาในการภาวนา คือมีอาการง่วงจนนั่งโงกเงกอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ พรพุทธเจ้าจึงแนะนำพระมหาโมคัลลานะดังนี้ ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ ดูก่อนโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อ เธอ มีสัญญาอย่างไรอยู่ ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ เธอพึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก ข้อนี้จะเป็น เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้าเธอยังละไม่ได้ แต่นั้น เธอ พึงตรึกตรองพิจารณา ถึงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น เธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้ว ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละ ไม่ได้ แต่นั้น เธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น เธอ พึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดู ทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น เธอ พึงทำในใจถึงอาโลกสัญญา… [Read more…]
ขณะนี้ หลักสูตร 7 วัน ได้รับการตอบรับจากลูกศิษย์ลูกหาดีมาก ในการอบรมระหว่างวันที่ 5-17 กรกฏาคมนี้ (รุ่น ๒) ใกล้จะเต็มแล้ว ถ้ามีผู้ใดสนใจจะสมัตร ก็ติดต่อมาดาวน์โหลดใบสมัตรและตามรายละเอียดได้ ที่นี่ การส่งใบจะสามารถส่งทาง email ก็ได้เช่นกัน ที่ L u a n g p o r d o c t o r 8 @ g m a i l . c o m ส่วนรุ่นอื่นๆ คือ รุ่นที่ ๓: สิงหาคม: เสาร์ที่ ๙ – อาทิตย์ที่ ๑๗ รุ่นที่ ๔:… [Read more…]
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า บุรุษตัดท่อนหญ้า ไม้กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ แล้วจึงรวมกันไว้ ครั้นแล้ว พึงกระทำให้เป็นมัดๆ ละ ๔ นิ้ว วางไว้ สมมติว่านี้เป็นมารดาของเรา นี้เป็นมารดาของมารดาของเรา โดยลำดับ มารดาของมารดาแห่งบุรุษนั้น ไม่พึงสิ้นสุด ส่วนว่า หญ้าไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะว่า สังสารวัฏนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้า ตลอดกาลนานเหมือนฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ — สํ. นิ. 16/422 เราทั้งหลายเทียวเกิดเทียวตายมาแล้วนับไม่ถ้วน หาที่สิ้นสุดหรือที่เริ่มต้นไม่ได้ แต่ทำไมยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน? เพราะไม่ได้ปฏิบัติธรรม ดังนั้นเราทั้งหลายมาปฏิบัติธรรมกันเถิด เริ่มต้นโดยการดูลมหายใจ มีสติกับลมหายใจของตน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังค์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า. เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า จากพุทธพจน์บทนี้ แสดงให้เห็นถึงวิธีเจริญอานาปานสติตามลำดับ. คนส่วนใหญ่ แค่ถึงขั้นแรก หลวงพ่อสอนก็ได้แล้ว ยังไม่ทันต้องทำอีก 16 ขั้นตอนที่เหลือ
ถ้าท่านเป็นคนหนึ่งใน 62 คนที่มาใช้ชีวิตแบบพระป่า ระหว่างวันที่ 20-28 เมษายน 2551 ณ วัดป่าดอนหายโศก โดยไดู้้เข้ารับการอบรมสมาธิวิปัสสนา โดยหลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส ท่านคงจะได้ประสบความสุขในใจมากบ้าง น้อยบ้างต่างกันไปแต่ละบุคคล ดั่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “บุคคลควรรู้จักการวินิจฉัยในความสุข เมื่อรู้จักการวินิจฉัยความสุขแล้ว ควรประกอบความสุขชนิดที่เป็นภายใน” – พระผู้มีพระภาค (อุปริ ม. ๑๔/๔๒๗/๖๕๙.) ในช่วงวันดังกล่าวนั้นเป็นเวลาที่วัดป่าดอนหายโศกนี้สงบมาก สงบจริง ไ่ม่เคยสงบอย่างนี้มาก่อน เพราะถ้าลองเปรียบเทียบกระแสพลังงาน ในวันที่ไม่มีใครมาวัดฯเลย (มีแค่พระ 2-3 รูป) กับวันที่มีมากกว่า 62 ชีวิตมาร่วมกันปฏิบัติธรรมด้วยความหลีกเร้น มันไม่เหมือนกัน ในช่วงการปฏิบัติธรรม หลักสูตร 7 วัน นั้นสงบกว่ามาก ๆ นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่งกับท่านทั้งหลายที่ได้มาร่วมภาวนากัน สำหรับท่านที่ยังไม่ได้มาร่วมปฏิบัติธรรมหลักสูตร7วัน สามารถเยื่ยมชมเว็บนี้ได้เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกียวกับหลักสูตร หรือเกียวกับการภาวนาก็ได้ สาธุฯ ปล. การระบุความเห็นของท่านในตอนท้ายของแต่ละ post (ประกาศ) จะทำให้เราทราบถึงความรู้สึกของท่านได้
หลวงพ่ออยากให้ทุกคนมาร่วมปฏิบัติธรรมในหลักสูตร 7 วัน ที่วัดป่าดอนหายโศก เพื่อทำใจให้เข้าถึงความบริสุทธิ์ ในหลักสูตร ๗ วันนี้ หลวงพ่อจะได้สอนวิธิปฏิบัติให้ ส่วนผู้ที่ทราบวิธิปฎิบัติอยู่แล้ว ก็ให้มากันทำให้สมาธิเราละเอียดลงไปเรื่อย ๆ เหมือนการสับหมู ที่ต้องสับแล้วสับอีก สับแล้วสับอีก เหมือนภาษาอังกฤษที่ว่า “Repetition is Mother of Skill”
ภิกษุ ท.! อานิสงส์ในการเดิน (จงฺกม) ๕ อย่าง มีอยู่. ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ? ห้าอย่าง คือ เป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล เป็นผู้อดทนต่อการทำความเพียร เป็นผู้มีอาภาธน้อย สิ่งที่กินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว ลิ้มแล้ว ย่อมถึงการย่อยด้วยดี สมาธิที่ได้ในขณะแห่งการเดิน ย่อมตั้งอยู่ได้นาน ภิกษุ ท.! อานิสงส์ในการเดิน ห้าอย่างเหล่านี้แล. – ปญฺจก. อํ. ๒๒/๓๑/๒๙
สามารถตัดเสียซึ่งวิตก มีกามวิตก เป็นตัน เพราะเป็นธรรมอันละเอียดและประณีต เป็นธรรมเครื่องพักอยู่อันละมุนละไมและเป็นสุข เจริญให้มาก ทำให้มากแล้วย่อมยังสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ เมื่อสติปัฎฐาน 4 อันบุคคลเจริญให้มากทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชงฌ์ 7 ให้บริบูีรณ์ เมื่อบุคคบยังโพชงฌ์ 7 ให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ผู้ที่ได้สำเร็จอรหัตผล โดยอาศัยการเจริญอานาปานสติกรรมฐานเป็นบาท ย่อมกำหนดรู้ในอายุสังขารของตนว่าจะอยู่ไปได้เท่าไร และสามารถรู้กาลเวลาที่จะปรินิพพานด้วย หลับเป็นสุข ไม่ดิ้นรน ตื่นก็เป็นสุขคือมีใจเบิกบาน มีร่างกายสงบเรียบร้อย (มีกายไม่โยกโคลง) มีหิริโอตตัปปะ น่าเลื่อมใส มีอัธยาศัยประณีต เป็นที่รักของคนทั้งหลาย ถ้ายังไม่ได้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน เมื่อธาตุขันธ์แตกดับลงก็มีสุตคิโลกสวรรค์เป้นที่ไปในเบื้องหน้า
June 29, 2008 by หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส
13