หลวงพ่อ ดร.สะอาด Web

กรกฎาคม 30, 2008

กายานุปัสสนา – การพิจารณาธาตุ

Filed under: สติปัฏฐาน, สมาธิภาวนา — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 9:21 pm

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งคือภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ ซึ่งตั้งอยู่ตามปรกติ โดยความเป็นธาตุว่ามีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม คนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ขย้น ฆ่าโคแล้วแบ่งออกเป็นส่วน นั่อยู่ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ ซึ่งตั้งอยู่ตามปรกติ โดยความเป็นธาตุว่ามีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม

ดังพรรณามาฉะนี้ ภิกษุย่อม…

  • พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
  • พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
  • พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
  • พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
  • พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
  • พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมในกายบ้าง

เธอย่อมเป็นอยู่อึกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถุกตัณหาและทิฐิเข้าอิงอาศัย และไม่ถือมั้นอะไร ๆ ในโลก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจาณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ

กรกฎาคม 23, 2008

ทางเจริญแห่งทรัพย์สมบัติ จากพระไตรปิฏก

Filed under: ทาน — Abhiboono Bhikku @ 1:02 pm

ทางเจริญแห่งโภคทรัพย์ ๖ ประการ

  1. ไม่เป็นนักเลงหญิง
  2. ไม่เป็นนักเลงสุรา
  3. ไม่เป็นนักเลงการพนัน
  4. มีมิตรดี
  5. มีสหายดี
  6. ใผ่ใจกลัยาณมิตร
องฺ อฎฺฐก. ๒๓/๕๕/๒๓๗–๒๓๙

กรกฎาคม 21, 2008

ตำหนิพระอรหันต์มีโทษ ๑๑ อย่าง

Filed under: ทั่วไป — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 9:59 pm

6. Byasanasuttam – Ruinous.

6. Bhikkhus, it is possible for the bhikkhu who scolds, rebukes and finds fault with the noble co-associates in the holy life to come to one or the other of these eleven ruinous situations. What eleven?

Not attain the not yet attained,

degrade from the already attained,

not get the purification in the training,

or become conceited in the Teaching,

or live the holy life with dislike,

or become defiled on account of some fault,

or fall from the training and come to lay life,

or to be assailed by some serious illness,

or his mind to be deranged

or die deluded.

Or after death be born in loss, in decrease, in hell.

AN 11.6

พยสนสูตร

[๒๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ติเตียนพระอริยเจ้า ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ที่ภิกษุนั้นจะไม่พึงถึงความฉิบหาย ๑๑ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ความฉิบหาย ๑๑ อย่างเป็นไฉน คือ

ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ ๑

เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว ๑

สัทธรรมของภิกษุนั้นย่อมไม่ผ่องแผ้ว ๑

เป็นผู้เข้าใจว่าได้บรรลุในสัทธรรม ๑

เป็นผู้ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ๑

ต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑

บอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อหินภาพ ๑

ถูกต้องโรคอย่างหนัก ๑

ย่อมถึงความเป็นบ้า คือ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑

เป็นผู้หลงใหลทำกาละ ๑

เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ติเตียนพระอริยเจ้า ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ที่ภิกษุนั้นจะไม่พึงถึงความฉิบหาย ๑๑ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งนี้ ฯ

จบสูตรที่ ๖

– เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๔๒/๒๑๓

กรกฎาคม 19, 2008

กายานุปัสสนา – การพิจารณาความเป็นปฏิกูลในร่างกาย

Filed under: สติปัฏฐาน, สมาธิภาวนา — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 10:05 pm

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งคือภิกษุย่อมพิจาณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ คือ

  • ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
  • เนื้อ เอ็น กระดูก ไขกระดูก
  • ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย
  • อาหารใหม่ อาหารเก่า (อุจจาระ)
  • ดึ เสลด หนอง เลือด
  • เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขขัอ ปัสสาวะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มีปากสองข้าง เต็มด้วยธ้ญชาติต่างชนิดคือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร บุรุษมีนัยน์ตาดีแก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นได้ว่า นี่ข้าวสาลี นี่ข้าวเปลือก นี่ถั่วเขียว นี่ถั่วเหลือง นี่งา นี่ข้าวสาร ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละแต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไขกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า (อุจจาระ) ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขขัอ ปัสสาวะ

ดังพรรณามาฉะนี้ ภิกษุย่อม…

  • พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
  • พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
  • พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
  • พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
  • พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
  • พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมในกายบ้าง

เธอย่อมเป็นอยู่อึกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถุกตัณหาและทิฐิเข้าอิงอาศัย และไม่ถือมั้นอะไร ๆ ในโลก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจาณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ

กรกฎาคม 16, 2008

ผึกสติสัมปชัญญะ

Filed under: สมาธิภาวนา — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 9:43 pm

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งคือ ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัว…

  • ในการก้าว ในการถอย
  • ในการแล ในการเหลียว
  • ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก
  • ในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตรและจีวร
  • ในการฉัน การดื่ม
  • ในการเคี้ยว การลิ้ม
  • ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ

ย่อมทำความรู้สึกตัว…

  • ในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น
  • ในการพูด การนิ่ง

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อม…

  • พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
  • พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
  • พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
  • พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
  • พิจารณาเห็นธรรมคือความเสี่อมในกายบ้าง
  • พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมในกายบ้าง

เธอย่อมเป็นอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไวัรู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถูกตัณหา (ความอยาก) และทิฐิ (ความเห็นผิด) เข้าอิงอาศัย และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ

ถ้าผู้อ่านไม่เข้าใจตรงไหน เช่นคำ่ว่า “กายในกายภายใน” หรือ อื่น ๆ ก็ให้เขียน comment ใส่ไว้ หลวงพ่อจะตอบให้

กรกฎาคม 2, 2008

วิธีกำหนดลมหายใจเข้า-หายใจออก ภาค ๒

Filed under: English, สมาธิภาวนา, อานาปานสติ — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 10:20 pm

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาวก็รู้ชัดว่าเราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้นก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน…

  1. เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
  2. เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
  3. ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอกกองลมทั้งปวง หายใจออก (คือลมทั้งหมด)
  4. ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวง หายใจเข้า (คือลมทั้งหมด)
  5. ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก (ทำลมหายใจออกให้เบาลง)
  6. ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า (ทำลมหายใจเข้าให้เบาลง)

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อม…

  1. พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง (คือทุกส่วนในร่างกายของเรา มี ผม ขน เล็บ เป็นต้น)
  2. พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง (คือกายของคนอื่น)
  3. พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง (คือทั้งกายของเราเอง และ ทั้งกายของคนอื่น)
  4. พิจารณาเป็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง (คือพิจารณาเห็นว่าทุกส่วนในกาย (ผม ขน เล็บ เป็นตัน) มีการเกิด/งอก)
  5. พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง (คือพิจารณาเห็นว่ากายนี้ ก็เสื่อมไป แก่ไป)
  6. พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง

เธอย่อมเป็นอยู่อึกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถุกตัณหาและทิฐิเข้าอิงอาศัย และไม่ถือมั้นอะไร ๆ ในโลก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจาณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ

ภาษาอังกฤษว่าอย่างนี้

Just as a skilled turner or his apprentice, when making a long turn, discerns that he is making a long turn, or when making a short turn discerns that he is making a short turn; in the same way the monk,…

  1. “Breathing in long, he discerns that he is breathing in long; or breathing out long, he discerns that he is breathing out long.
  2. Or breathing in short, he discerns that he is breathing in short; or breathing out short, he discerns that he is breathing out short.
  3. He trains himself to breathe in sensitive to the entire body
  4. and to breathe out sensitive to the entire body.
  5. He trains himself to breathe in calming bodily fabrication (make your inhale softer)
  6. and to breathe out calming bodily fabrication (make your exhale softer).

“In this way…

  1. he remains focused internally on the body in & of itself (eg. hair, nail, skin, etc.), or
  2. externally on the body in & of itself (others people’s body) , or
  3. both internally & externally on the body in & of itself. (your own body and others’)
  4. Or he remains focused on the phenomenon of origination with regard to the body,
  5. on the phenomenon of passing away with regard to the body, or
  6. on the phenomenon of origination & passing away with regard to the body.

Or his mindfulness that ‘There is a body’ is maintained to the extent of knowledge & remembrance. And he remains unconstrained from desire and misunderstood. And he is disassociate to anything in the world.

This is how a monk remains focused on the body in & of itself.

กรกฎาคม 1, 2008

วิธีกำหนดลมหายใจเข้า-หายใจออก เพื่อให้จิตเป็นสมาธิ

Filed under: English, สมาธิภาวนา, อานาปานสติ — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 9:38 pm

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างไรภิกษุจึงจะเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ คือภิกษุในพระศาสนานี้ ไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ หรือไปสู่เรือนว่าง นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า

เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า (ตั้งสติไว้ที่จมูก)

  1. เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
  2. เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
  3. ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอกกองลมทั้งปวง หายใจออก
  4. ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวง หายใจเข้า
  5. ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก (ทำลมหายใจออกให้เบาลง)
  6. ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า (ทำลมหายใจเข้าให้เบาลง)

พุทธพจน์นี้ตรง ๆ เลย ไม่เข้าใจตรงไหนให้ถามมา :)

ภาษาอังกฤษว่าอย่างนี้

“And how does a monk remain focused on the body in & of itself?

“There is the case where a monk – having gone to the wilderness, to the shade of a tree, or to an empty building – sits down folding his legs crosswise, holding his body erect and setting mindfulness to the fore [lit: the front of the chest].

Always mindful, he breathes in; mindful he breathes out. (mindful at nostril or at position you can feel the breath)

  1. “Breathing in long, he discerns that he is breathing in long; or breathing out long, he discerns that he is breathing out long.
  2. Or breathing in short, he discerns that he is breathing in short; or breathing out short, he discerns that he is breathing out short.
  3. He trains himself to breathe in sensitive to the entire body
  4. and to breathe out sensitive to the entire body.
  5. He trains himself to breathe in calming bodily fabrication (make your inhale softer)
  6. and to breathe out calming bodily fabrication (make your exhale softer).

Straight forward from the Buddha’s word. If you have any questions drop a comment :)

บลอกที่ WordPress.com .