การปฏิบัติหลีกเร้น ใน ปี 2553 (2010) มี 9 ครั้งดังนี้
- กุมภาพันธ์ 6 – 14
- เมษายน 17 – 25
- พฤษภาคม 1 – 9
- กรกฏาคม 3 – 11
- สิงหาคม 7 – 15
- กันยายน 11 – 19
- ตุลาคม 9 – 17
- พฤศจิกายน 13 – 21
- ธันวาคม 4 – 12
โปรดสมัครล่วงหน้า อย่างน้อย 10 วัน เพื่อจะได้เตรียมเรื่องสถานที่ให้พร้อม
ปฏิทินการปฏิบัติในปี 2552 ยังมีอีก 2 ครั้งดังนี้
- 2552 ตุลาคม 17 – 25 (เกือบเต็มแล้ว)
- 2552 ธันวาคม 5 – 13
ในพรรษานี้ ที่วัดป่าดอนหายโศกมีพระที่ถึอธุดงควัตร หลวงพ่อจึงมีความพอใจที่จะอธิบายเรื่องธุดงควัตรให้ลูกศิษย์ที่ทราบแล้ว หรือยังทราบไม่ละเอียด หรือที่ต้องการทราบให้อ่านกัน โดยจะต้องใช้ post หลาย posts ด้วยกันอยู่
ในตอนแรกนี้จะอธิบายให้ทราบถึงธุดงควัตรที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ทั้งหมดโดยสังเขปก่อนดังนี้คือ
- สมาทานถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
- สมาทานถือเพียงเฉพาะผ้าไตรจึวรเป็นวัตร
- สมาทานถือเที่ยวบิณฑบาตรเป็นวัตร
- สมาทานถือฉันเฉพาะอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตรเป็นวัตร
- สมาทานถือฉันวันละมื้อเดียวเป็นวัตร
- สมาทานถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร
- สมาทานถือห้ามภัตที่นำมาถวายภายหลังเป็นวัตร
- สมาทานถืออยู่ป่าเป็นวัตร
- สมาทานถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร
- สมาทานถืออยู่ที่แจ้งเป็นวัตร
- สมาทานถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร
- สมาทานถืออยู่ในที่เขาจัดไว้ให้อย่างไรเป็นวัตร
- สมาทานถือไม่นอนเป็นวัตร
ธุดงควัตรบางข้อนี้ก็ทำพร้อมกันได้ บางข้อก็ทำพร้อมกันไม่ได้
ธุดงควัตรเป็นสิ่งที่หนุนศีล และทำให้จิตใจเข้มแข็งขี้น
ในคราวต่อไปจะอธิบายให้ทราบถึงจุดประสงค์การสมาทานธุดงค์ และรายละเอียดของธุดงควัตรแต่ละข้อ
วันนี้ได้รับมะขามป้อมอบแห้ง ซึ่งเป็นยาที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้ภิกษุฉันได้ในเวลาวิกาล (หลัง 12.00น.)
นอกจากนี้ยังมี “เภสัช 5″ ซึงพระผู้มีพระุภาคอนุญาติให้เป็นยาได้อีก นั่นคือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย. รวมถึงส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ที่ใช้เป็นยาได้ด้วย
เมื่อแผ่เมตตาแล้วอย่างถูกต้อง พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ อย่างนี้ คือ
- หลับเป็นสุข
- ตื่นเป็นสุข
- ไม่ฝันร้าย
- เป็นที่รักของพวกมนุษย์
- เป็นที่รักของพวกอมนุษย์
- เทพยดารักษา
- ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี ศาตราก็ดี ไม่ต้องบุคคลนั้น
- จิตตั้งมั่นได้รวดเร็ว
- สีหน้าผุดผ่อง
- ไม่หลงทำกาละ
- เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งขึ้นไปย่อมเกิดในพรหมโลก
ในหลักสูตรการปฏิบัติ 7 วัน ที่วัดป่าดอนหายโศกนั้น นอกจากการทำเมตตาภาวนาทุกวันแล้ว ยังให้ทมีการทำำพรหมวิหารอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย (ได้แก่ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา)
มีบทว่าดังนี้
อหัง สุขิืโต โหมิ: ขอเราจงถึงซึ่งความสุขเถิด
นิทฺทุกโข โหมิ: ขอเราจงปราศจากความทุกข์เถิด
อเวโร โหมิ: ขอเราจงอย่าได้มีเวรมีภัยเลย
อัพยาปัชโฌ โหมิ: ขอเราอย่างได้มีความเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีโฆ โหมิ: ขอเราจงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ: ขอเราจงเป็นผู้มีความสุข รักษาตนอยู่เถิด
(ติดตามตอนต่อไปในเรื่องของอานิสงส์ของการแผ่เมตตา)
วันที่ 13 มิถุนายน อีกไม่กี่วัน ก็จะมีการปฏิบัติสมาธิวปัสสนาแล้ว หลวงพ่อจึงอยากชวนลูกศิษย์ทุกคนที่มีเวลาหรือพอจะหาเวลามาได้ ให้มาเข้า course หลักสูตร 7 วัน
ให้ส่งใบสมัครมาก่อน เมื่อมาถึงอุดรแล้ว ก็มีรถไปรับให้ อาหารการกินเรามีเตรียมไว้พร้อม
เชิญชวนทุกท่านทุกคน
ความดับแห่งสังขารโดยลำดับ ๆ เราได้กล่าวแล้ว ดังนี้คือ :-
เมื่อเข้าสู่ ปฐมฌาน แล้ว วาจา ย่อมดับ ;
เมื่อเข้าสู่ ทุติยฌาน แล้ว วิตก และ วิจาร ย่อมดับ ;
เมื่อเข้าสู่ ตติยฌาน แล้ว ปีติ ย่อมดับ ;
เมื่อเข้าสู่ จตุตถฌาน แล้ว อัสสาสะ และ ปัสสาสะ ย่อมดับ ;
เมื่อเข้าสู่ อากาสานัญจายตนะ แล้ว รูปสัญญา ย่อมดับ ;
เมื่อเข้าสู่ วิญญาณัญจายตนะ แล้ว อากาสานัญจายตนสัญญา ย่อมดับ ;
เมื่อเข้าสู่ อากิญจัญญายตนะ แล้ว วิญญาณัญจายตนสัญญา ย่อมดับ
เมื่อเข้าสู่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้ว อากิญจัญญายตนะสัญญา ย่อมดับ
เมื่อเข้าสู่ สัญญาเวทนยิตนิโรธ แล้ว สัญญา และ เวทนา ย่อมดับ ;
เมื่อภิกษุ สิ้นอาสวะ แล้ว ราคะ ก็ดับ โทสะ ก็ดับ โมหะ ก็ดับ.
อันนี้เด็ดจริง ๆ ไม่มีอะไรจะอธิบายเลย สมบูรณ์ในคำพูดอยู่แล้ว
ความยินดีในการระคนด้วยหมู่ เป็นเสี้ยนหนามแก่ ผู้ยินดีในปวิเวก
การตามประกอบในสุภนิมิต เป็นเสี้ยนหนามแก่ ผู้ตามประกอบในอสุภนิมิต
การดูการเล่น เป็นเสี้ยนหนามแก่ ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
การเกี่ยวข้องด้วยเพศตรงข้าม เป็นเสี้ยนหนามแก่ พรหมจรรย์
เสียง เป็นเสี้ยนหนามแก่ ปฐมฌาน
วิตกวิจาร เป็นเสี้ยนหนามแก่ ทุติยฌาน
ปีติ เป็นเสี้ยนหนามแก่ ตติยฌาน
อัสสาสะปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า/ออก) เป็นเสี้ยนหนามแก่ จตุตถฌาน
สัญญาและเวทนา เป็นเสี้ยนหนามแก่ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
ราคะ เป็นเสี้นหนาม
โทสะ เป็นเสี้ยนหนาม
พวกเธอจงเป็นผู้ไม่มีเสี้ยนหนาม อยู่เถิด. พวกเธอจงเป็นผู้หมดเสี้ยนหนาม อยู่เถิด. พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นผู้ไม่มีเสี้ยนหนาม หมดเสี้ยนหนาม แล.
– ทสก. อํ. 24/145/72
แค่ลังเลสงสัยเท่านั้นก็พอ การปฏิบัติก็จะไปไม่ได้
เพราะฉะนั้น อย่าลังเลสงสัยในการปฏิบัติ จับหลักให้ได้ จะเอาลมหายใจอานาปานสติ หรือ เอา “พุทโธ” ก็ได้สักอย่างหนี่งแล้วก็ตั่งหน้าตั้งตาปฏิบัติอย่างจริงจัง
ผู้ปฏิบัติใหม่ต้องอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ที่ชำนาญแล้วถึงจะไม่ผิดพลาดได้
ภิกษุทั้งหลาย! … สัมมาทิฎฐิที่ว่า “ทานที่ให้แล้ว มีผล, ยัญที่บูชาแล้ว มีผล, ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว มี, โลกนี้ มี, โลกอื่น มี, มารดา มี, บิดา มี, โอปาติกะสัตว์ มี, สมณพราหณ์ที่ไปแล้วปฏิบัติแล้วโดยชอบ ถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาโดยชอบเอง และประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็มีอยู่”… – อุปริ.ม. 14/181/256
การที่จะมีสัมมาทิฏฐิก็คือให้เชื่อว่า พระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรมมีจริง พระสงฆ์มีจริง บิดามารดามีบุญคุณ กรรมดีกรรมชั่วที่ทำแล้วให้ผลจริง
ทำแ ค่นี้ก็พอแ ล้วใ นขั้นต้น แ ล้วก็ใ ห้ศีกษาตำราพุทธศาสนาเพื่อให้ลึกซึ้งขึ้นต่อไป
(เป็นการตอบคำถามใน comment ที่8นี้)