วันนี้ได้รับมะขามป้อมอบแห้ง ซึ่งเป็นยาที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้ภิกษุฉันได้ในเวลาวิกาล (หลัง 12.00น.) นอกจากนี้ยังมี “เภสัช 5″ ซึงพระผู้มีพระุภาคอนุญาติให้เป็นยาได้อีก นั่นคือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย. รวมถึงส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ที่ใช้เป็นยาได้ด้วย
เมื่อแผ่เมตตาแล้วอย่างถูกต้อง พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ อย่างนี้ คือ หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของพวกมนุษย์ เป็นที่รักของพวกอมนุษย์ เทพยดารักษา ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี ศาตราก็ดี ไม่ต้องบุคคลนั้น จิตตั้งมั่นได้รวดเร็ว สีหน้าผุดผ่อง ไม่หลงทำกาละ เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งขึ้นไปย่อมเกิดในพรหมโลก ในหลักสูตรการปฏิบัติ 7 วัน ที่วัดป่าดอนหายโศกนั้น นอกจากการทำเมตตาภาวนาทุกวันแล้ว ยังให้ทมีการทำำพรหมวิหารอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย (ได้แก่ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา)
มีบทว่าดังนี้ อหัง สุขิืโต โหมิ: ขอเราจงถึงซึ่งความสุขเถิด นิทฺทุกโข โหมิ: ขอเราจงปราศจากความทุกข์เถิด อเวโร โหมิ: ขอเราจงอย่าได้มีเวรมีภัยเลย อัพยาปัชโฌ โหมิ: ขอเราอย่างได้มีความเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อะนีโฆ โหมิ: ขอเราจงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ: ขอเราจงเป็นผู้มีความสุข รักษาตนอยู่เถิด (ติดตามตอนต่อไปในเรื่องของอานิสงส์ของการแผ่เมตตา)
วันที่ 13 มิถุนายน อีกไม่กี่วัน ก็จะมีการปฏิบัติสมาธิวปัสสนาแล้ว หลวงพ่อจึงอยากชวนลูกศิษย์ทุกคนที่มีเวลาหรือพอจะหาเวลามาได้ ให้มาเข้า course หลักสูตร 7 วัน ให้ส่งใบสมัครมาก่อน เมื่อมาถึงอุดรแล้ว ก็มีรถไปรับให้ อาหารการกินเรามีเตรียมไว้พร้อม เชิญชวนทุกท่านทุกคน
ความดับแห่งสังขารโดยลำดับ ๆ เราได้กล่าวแล้ว ดังนี้คือ :- เมื่อเข้าสู่ ปฐมฌาน แล้ว วาจา ย่อมดับ ; เมื่อเข้าสู่ ทุติยฌาน แล้ว วิตก และ วิจาร ย่อมดับ ; เมื่อเข้าสู่ ตติยฌาน แล้ว ปีติ ย่อมดับ ; เมื่อเข้าสู่ จตุตถฌาน แล้ว อัสสาสะ และ ปัสสาสะ ย่อมดับ ; เมื่อเข้าสู่ อากาสานัญจายตนะ แล้ว รูปสัญญา ย่อมดับ ; เมื่อเข้าสู่ วิญญาณัญจายตนะ แล้ว อากาสานัญจายตนสัญญา ย่อมดับ ; เมื่อเข้าสู่ อากิญจัญญายตนะ แล้ว วิญญาณัญจายตนสัญญา ย่อมดับ เมื่อเข้าสู่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้ว อากิญจัญญายตนะสัญญา ย่อมดับ… [Read more…]
ความยินดีในการระคนด้วยหมู่ เป็นเสี้ยนหนามแก่ ผู้ยินดีในปวิเวก การตามประกอบในสุภนิมิต เป็นเสี้ยนหนามแก่ ผู้ตามประกอบในอสุภนิมิต การดูการเล่น เป็นเสี้ยนหนามแก่ ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย การเกี่ยวข้องด้วยเพศตรงข้าม เป็นเสี้ยนหนามแก่ พรหมจรรย์ เสียง เป็นเสี้ยนหนามแก่ ปฐมฌาน วิตกวิจาร เป็นเสี้ยนหนามแก่ ทุติยฌาน ปีติ เป็นเสี้ยนหนามแก่ ตติยฌาน อัสสาสะปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า/ออก) เป็นเสี้ยนหนามแก่ จตุตถฌาน สัญญาและเวทนา เป็นเสี้ยนหนามแก่ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ราคะ เป็นเสี้นหนาม โทสะ เป็นเสี้ยนหนาม พวกเธอจงเป็นผู้ไม่มีเสี้ยนหนาม อยู่เถิด. พวกเธอจงเป็นผู้หมดเสี้ยนหนาม อยู่เถิด. พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นผู้ไม่มีเสี้ยนหนาม หมดเสี้ยนหนาม แล. – ทสก. อํ. 24/145/72
แค่ลังเลสงสัยเท่านั้นก็พอ การปฏิบัติก็จะไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น อย่าลังเลสงสัยในการปฏิบัติ จับหลักให้ได้ จะเอาลมหายใจอานาปานสติ หรือ เอา “พุทโธ” ก็ได้สักอย่างหนี่งแล้วก็ตั่งหน้าตั้งตาปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้ปฏิบัติใหม่ต้องอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ที่ชำนาญแล้วถึงจะไม่ผิดพลาดได้
ภิกษุทั้งหลาย! … สัมมาทิฎฐิที่ว่า “ทานที่ให้แล้ว มีผล, ยัญที่บูชาแล้ว มีผล, ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว มี, โลกนี้ มี, โลกอื่น มี, มารดา มี, บิดา มี, โอปาติกะสัตว์ มี, สมณพราหณ์ที่ไปแล้วปฏิบัติแล้วโดยชอบ ถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาโดยชอบเอง และประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็มีอยู่”… – อุปริ.ม. 14/181/256 การที่จะมีสัมมาทิฏฐิก็คือให้เชื่อว่า พระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรมมีจริง พระสงฆ์มีจริง บิดามารดามีบุญคุณ กรรมดีกรรมชั่วที่ทำแล้วให้ผลจริง ทำแ ค่นี้ก็พอแ ล้วใ นขั้นต้น แ ล้วก็ใ ห้ศีกษาตำราพุทธศาสนาเพื่อให้ลึกซึ้งขึ้นต่อไป (เป็นการตอบคำถามใน comment ที่8นี้)
ภิกษุ ท.! อาการนอน ๔ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่ สี่อย่าง อย่างไร เล่า ? สี่อย่างคือ เปตไสยา กามโภคิไสยา สีหไสยา ตถาคตไสยา ภิกษุ ท.! เปรตไสยา (นอนอย่างเปรต) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! โดยมาก พวกเปรต ย่อมนอนหงาย นี้เรียกว่า เปตไสยา ภิกษุ ท.! กามโภคิไสยา (นอนอย่างคนบริโภคกาม) เป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท.! โดยมาก คนบริโภคกาม ย่อมนอนตะแคงโดยข้างเบื้องซ้ายนี้เรียกว่า กามโภคิไสยา ภิกษุ ท.! สีหไสยา (นอนอย่างสีหะ) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! สีหะเป็นพญาสัตว์ ย่อมสำเร็จการนอนโดยข้างเบื้องขวา เท้าเหลื่อมเท้าสอดหางไว้ที่ระหว่างแห่งขา สีหะนั้นครั้นตื่นขึ้น… [Read more…]
โกหก คือพูดให้ผิดจากความจริง ทำลายประโยชน์ผู้อื่น หรือ ประโยชน์ของเรา หรือ ประโยชน์ของผู้อื่นและของเราด้วย เรียกว่าโกหก เหล้าเป็นชองทำลายสุขภาพของผู้ดื่ม พ.อ. ปิ่น มุุทุกันต์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ได้กล่าวอธิบายไว้ในหนังสือแนวสอนธรรมะเกี่ยวกับเรื่องศึลข้อ ๔ และ ๕ ดังนี้ว่า การพูดเท็จ หรือ มุสาวาท หมายถึงการแสดงออกด้วยเจตนาบิดเบือนความจริง ให้คนอื่นหลงเชื่อ ได้แก่ – การแสดงออกทางวาจา คือ พูดใแลห้ผิดจากความจริง โกหกชัด ๆ – การแสดงออกทางกาย คือ การกระทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิตจากความเป็นจริง เช่น เขียนรายงานเท็จ หรือแกล้งพยักหน้า แกล้งสั่นศรีษะ แกล้งแสดงกิริยาอย่างอื่นซึ่งเป็นที่รู้กัน ให้ผู้อื่นหลงเชื่อผิดไปจากความจริง มุสา ๗ วิธี ๑ ปด คือโกหกชัด ๆ เช่น ไม่รู้ว่ารู้… [Read more…]
June 22, 2009
4