หลวงพ่อ ดร.สะอาด Web

กันยายน 30, 2009

ผู้ว่าง่าย

Filed under: ทั่วไป — Abhiboono Bhikku @ 9:43 pm

ภิกษุ ท ! ภิกษุบางรูป ในกรณีนี้ เป็นผู้สงบเสงี่ยมเต็มที่อยู่ได้ อ่อนน้อมถ่อมตนเต็มที่อยู่ได้ เยือกเย็นเต็มที่อยู่ได้ เพียงชั่วเวลาที่ถ้อยคำอันไม่น่าพอใจมากระทบเท่านั้น ก็เมื่อใดถ้อยคำอันไม่น่าพอใจมากระทบอยู่ ก็ยังสงบเสงี่ยมอยู่ได้ นั่นแหละจึงเป็นที่รู้กันได้ว่าสงบเสงี่ยมจริง, ยังอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ได้ จึงจะอ่อนน้อมถ่อมตนจริง, ยังเยือกเย็นอยู่ได้ จึงจะว่าเยือกเย็นจริง.

ภิกษุ ท ! ภิกษุใด เป็นผู้ว่าง่าย หรือถึงความเป็นผู้ว่าง่าย เพราะ เหตุเพื่อจะได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลานเภสัช เราไม่กล่าวภิกษุนั้นว่าเป็นผู้ว่าง่ายเลย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ภิกษุนี้เมื่อไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช อยู่ ก็จะไม่เป็นผู้ว่าง่าย ไม่ถึงความเป็นผู้ว่าง่าย.

ภิกษุ ท ! ส่วนภิกษุใด สักการะธรรมอยู่ เคารพธรรมะอยู่ นอบ น้อมธรรมมะอยู่ เป็นผู้ว่าง่าย ถึงความเป็นผู้ว่าง่ายอยู่ : นั่นแหละเรากล่าวว่า ผู้ว่าง่ายแท้จริง.  ภิกษุ ท ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ เธอทั้งหลาย พึงทำการศึกษาสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราจักเป็นผู้สักการะธรรมอยู่เคารพธรรมะอยู่นอบน้อมธรรมะอยู่ เป็นผู้ว่าง่าย ถึงความเป็นผู้ว่าง่าย” ดังนี้

– มู. ม. ๑๒/๒๕๔/๒๖๖

เจ้านายให้เงินเดือนเรา เราจึงเป็นผู้ว่าง่าย (เพราะเหตุแห่งจีวร บิณฑบาตร เสนาสนะ และเภสัช) นั้นไม่ใช่ผู้ว่าง่ายที่แท้จริงเด้อ

พฤษภาคม 19, 2009

ความแตกต่างระหว่างขั้นต่างๆของผู้บรรลุธรรม

Filed under: ทั่วไป, อานิสงส์ — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 7:53 pm

ความดับแห่งสังขารโดยลำดับ ๆ เราได้กล่าวแล้ว ดังนี้คือ :-

เมื่อเข้าสู่ ปฐมฌาน แล้ว วาจา ย่อมดับ ;

เมื่อเข้าสู่ ทุติยฌาน แล้ว วิตก และ วิจาร ย่อมดับ ;

เมื่อเข้าสู่ ตติยฌาน แล้ว ปีติ ย่อมดับ ;

เมื่อเข้าสู่ จตุตถฌาน แล้ว อัสสาสะ และ ปัสสาสะ ย่อมดับ ;

เมื่อเข้าสู่ อากาสานัญจายตนะ แล้ว รูปสัญญา ย่อมดับ ;

เมื่อเข้าสู่ วิญญาณัญจายตนะ แล้ว อากาสานัญจายตนสัญญา ย่อมดับ ;

เมื่อเข้าสู่ อากิญจัญญายตนะ แล้ว วิญญาณัญจายตนสัญญา ย่อมดับ

เมื่อเข้าสู่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้ว อากิญจัญญายตนะสัญญา ย่อมดับ

เมื่อเข้าสู่ สัญญาเวทนยิตนิโรธ แล้ว สัญญา และ เวทนา ย่อมดับ ;

เมื่อภิกษุ สิ้นอาสวะ แล้ว ราคะ ก็ดับ โทสะ ก็ดับ โมหะ ก็ดับ.

อันนี้เด็ดจริง ๆ ไม่มีอะไรจะอธิบายเลย  สมบูรณ์ในคำพูดอยู่แล้ว

พฤศจิกายน 1, 2008

การตั้งจิตอธิษฐาน

Filed under: ทั่วไป, หลักสูตร7วัน — Abhiboono Bhikku @ 5:14 pm

ในชั่วโมงการอบรมในหลักสูตร 7 วันนั้น เราได้จัดให้มีชั่วโมงอธิษฐาน ด้วยการตั้งจิตอธิษฐานอย่างที่ พระผู้มีพระภาค ได้กระทำมาดังนี้ว่า

เราจักตั้งไว้ ซึ่งความเพียรอันไม่ถอยกลับ (ด้วยการอธิษฐานจิต) ว่า “หนัง เอ็น กระดูกจักเหลืออยู่ เนื้อและเลือดในสรีระ จะเหือดแห้งไปก็ตามที ประโยชน์ใดอันบุคคลจะพึงบรรลุได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ด้วยความบากบั่นของบุรุษ ยังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว จักหยุดความเพียรเสียเป็นไม่มี” – ทุก. อํ. ๒๐/๖๔/๒๕๑.

มีการงาน หรือ การกระทำสักอย่างหนึ่งในชึวิตนี้ของท่านหรือไม่ ที่ท่านจะตั้งใจพยายามที่จะทำอย่างสุดเหวี่ยง? ถ้ามีละก็ ใช้คำอธิษฐานจิต ดังนี้

อธิษฐาน หมายถึง การตั้งใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างแรงกล้า เป็นหนึ่งในบารมี 10

กันยายน 27, 2008

ข่าวงานกฐิน

Filed under: ทั่วไป — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 9:26 pm

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม 2551 เป็นวัดทอดกฐิน ณ วัดป่าดอนหายโศก

มีกำหนดการ ดังนี้

7.00 น.  ทำบุญตักบาตร

8.00 น. รับประทานอาหารเช้า

10.00 น. ทอดถวายผ้ากฐิน

12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน

กันยายน 7, 2008

ผู้โลเล

Filed under: ทั่วไป — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 3:54 am

ภิกษุ ท.! มูลเหตุแปดอย่างนี้เล่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมเสียสำหรับภิกษุผู้ยังไม่จบกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อลุถึงนิพพาน. มูลเหตุแปดอย่างอะไรกันเล่า ?

แปดอย่างคือ :-
(๑) ความเป็นผู้พอใจในการทำงานก่อสร้าง,
(๒) ความเป็นผู้พอใจในการคุย,
(๓) ความเป็นผู้พอใจในการนอน,
(๔) ความเป็นผู้พอใจในการจับกลุ่มคลุกคลีกัน,
(๕) ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย.
(๖) ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการกิน,
(๗) ความเป็นผู้พอใจในการกระทำ เพื่อเกิดสัมผัสสนุกสบายทางกาย,
(๘) ความเป็นผู้พอในในการขยายกิจให้โยกโย้โอ้เอ้ เนิ่นช้า.

ภิกษุ ท.! มูลเหตุแปดอย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมเสียสำหรับภิกษุผู้ยังไม่จบกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อลุถึงนิพพาน.

– อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๔๓/๑๘๓.

สิงหาคม 17, 2008

วัฒนธรรมสำหรับพระที่อยู่ป่า

Filed under: ทั่วไป, พระวินัย — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 7:51 pm

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ 
กิจอันภิกษุ (ผู้บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่า) ผู้ฉลาดในประโยชน์ใคร่จะบรรลุสันตบท (มรรค ผล นิพพาน) อยู่เสมอพึงกระทำก็คือ

สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ
๑. พึงเป็นผู้อาจหาญ ๒. เป็นคนตรง ๓. เป็นคนซื่อ

สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี
๔. เป็นผู้ว่าง่าย ๕.อ่อนโยน ๖. ไม่เย่อหยิ่ง

สันตุสสะโก จะ สุภะโรจะ
๗. เป็นผู้สันโดษ ๘. เป็นผู้เลี้ยงง่าย

อัปปกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
๙. เป็นผู้มีกิจน้อย ๑๐. มีความประพฤติเบาพร้อม (คือไม่สะสม)

สันตินทริโย จะ นิปาโก จะ
๑๑. มีอินทรีย์อันสงบระงับ ๑๒. มีปัญญารักษาตน

อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ
๑๓. เป็นผู้ไม่คะนอง ๑๔. เป็นผู้ไม่พัวพันกับชาวบ้าน

นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เย นะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
๑๕. ไม่พึงประพฤติในสิ่งที่เลวทรามใด ๆ ที่เป็นเหตุให้คนอื่น ซึ่งเป็นผู้รู้ ติเตียนเอาได้ (เป็นผู้มีเมตตาจิตในสัตว์ทั้งหลาย)

สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
๑๖. จงเจริญเมตตาจิตว่า ขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้มีความสุขกาย สุขใจ มีแต่ความเกษมสำราญเถิด

เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ
๑๖.๑ สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย ทุกเหล่าหมดบรรดามี

ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
๑๖.๒ ที่เป็นประเภทเคลื่อนไหวได้ก็ดี ประเภทอยู่กับที่ก็ดี

ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
๑๖.๓ เป็นสัตว์มีขนาดลำตัวยาว ปานกลาง หรือสั้นก็ดี เป็นสัตว์มีลำตัวใหญ่ ปานกลาง หรือเล็กก็ดี เป็นชนิดมีลำตัวละเอียดหรือมีลำตัวหยาบก็ดี

ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา
๑๖.๔ เป็นจำพวกที่ได้เห็นแล้ว หรือไม่ได้เห็นก็ดี

เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
๑๖.๕ เป็นผู้อยู่ในที่ไกล หรือในที่ใกล้ก็ดี

ภูตา วา สัมภะเวสี วา
๑๖.๖ เป็นผู้ที่เกิดแล้ว หรือกำลังแสวงหาที่เกิดอยู่ก็ดี

สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
๑๖.๗ ขอสัตว์ทั้งปวงนั้น จงเป็นผู้มีความสุขกายสุขใจเถิด

นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ
๑๗. บุคคลไม่พึงข่มเหงกัน

นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
๑๘. ไม่พึงดูหมิ่นเหยียดหยามกัน ไม่ว่าในที่ไหน ๆ

พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
๑๙. ไม่พึงคิดก่อทุกข์ให้แก่กันและกัน เพราะความโกรธ และเพราะความเคียดแค้น

มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
๑๙.๑ มารดาถนอมบุตรคนเดียว ผู้เกิดในตน ด้วยการยอมสละชีวิตของตนแทน ฉันใด

เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมานัง
๑๙.๒ พึงเจริญเมตตาจิตอันกว้างใหญ่ อันหาประมาณมิได้ ในสัตว์ทั้งปวง แม้ฉันนั้นเถิด

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
๒๐. พึงเจริญเมตตาจิตอันกว้างใหญ่ อันหาขอบเขตมิได้ อันไม่มีเวร ไม่มีศัตรูคู่ภัย ไปในสัตว์โลกทั้งสิ้น ทั้งในทิศเบื้องบน ในทิศเบื้องต่ำ และในทิศขวาง

ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะ ตัสสะ วิคะตะมิทโธ
๒๑. ผู้เจริญเมตตาจิตอย่างนี้นั้น ปรารถนาจะตั้งสติในเมตตาฌานให้นาน เพียงใด ท่านผู้นั้นจะอยู่ในอิริยาบถยืน เดิน นั่ง หรือนอนก็ตาม พึงเป็นผู้ปราศจากความท้อแท้

เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ
๒๑.๑ ก็จะตั้งสตินั้นไว้ได้นานเพียงนั้น

พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
๒๒. บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวเมตตาวิหารธรรมนี้ว่าเป็นพรหมวิหารในพระศาสนานี้

ผลที่พึงได้รับจากกรณียเมตตสูตร

ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา
๑. บุคคลผู้นั้นละความเห็นผิด คือ สักกายทิฐิเสียได้ เป็นผู้มีศีล

ทัสสะเนนะ สัมปันโน
๒. ถึงพร้อมแล้ว ด้วยญาณทัสสนะ (คือการเห็นอริยสัจ ๔ ด้วยญาณ ซึ่งเป็นองค์แห่งโสดาปัตติมรรค)

กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง
๓. สามารถกำจัดความยินดี ในกามทั้งหลายเสียได้ (ด้วยอนาคามิมรรค)

นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ.
๔. ย่อมไม่ถึงซึ่งการนอนในครรภ์อีก โดยแท้ทีเดียวแล.

กรกฎาคม 21, 2008

ตำหนิพระอรหันต์มีโทษ ๑๑ อย่าง

Filed under: ทั่วไป — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 9:59 pm

6. Byasanasuttam – Ruinous.

6. Bhikkhus, it is possible for the bhikkhu who scolds, rebukes and finds fault with the noble co-associates in the holy life to come to one or the other of these eleven ruinous situations. What eleven?

Not attain the not yet attained,

degrade from the already attained,

not get the purification in the training,

or become conceited in the Teaching,

or live the holy life with dislike,

or become defiled on account of some fault,

or fall from the training and come to lay life,

or to be assailed by some serious illness,

or his mind to be deranged

or die deluded.

Or after death be born in loss, in decrease, in hell.

AN 11.6

พยสนสูตร

[๒๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ติเตียนพระอริยเจ้า ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ที่ภิกษุนั้นจะไม่พึงถึงความฉิบหาย ๑๑ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ความฉิบหาย ๑๑ อย่างเป็นไฉน คือ

ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ ๑

เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว ๑

สัทธรรมของภิกษุนั้นย่อมไม่ผ่องแผ้ว ๑

เป็นผู้เข้าใจว่าได้บรรลุในสัทธรรม ๑

เป็นผู้ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ๑

ต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑

บอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อหินภาพ ๑

ถูกต้องโรคอย่างหนัก ๑

ย่อมถึงความเป็นบ้า คือ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑

เป็นผู้หลงใหลทำกาละ ๑

เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ติเตียนพระอริยเจ้า ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ที่ภิกษุนั้นจะไม่พึงถึงความฉิบหาย ๑๑ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งนี้ ฯ

จบสูตรที่ ๖

– เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๔๒/๒๑๓

มิถุนายน 29, 2008

กำลังของอิสตรี

Filed under: ทั่วไป — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 8:35 pm

ในสมัยพุทธกาลคำว่า “มาตุคาม” หมายถึง ผู้หญิง, พระพุทธเจ้าได้ตร้สถึงกำลัง ๕ อย่างซึ่งเมื่อมาตุคามได้แล้ว สามารถบังคับสามีอยู่ครองเรือนได้ สามารถประพฤตข่มขี่สามีได้ ในปัสสัยหสูตร และ อภิภุยยสูตร ดังนี้คือ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังของมาตุคาม ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน

กำลังคือรูป(ร่างหน้าตา)
กำลังคือโภคะ(ทรัพย์)
กำลังคือญาติ
กำลังคือบุตร
กำลังคือศีล

กำลังของมาตุคาม๕ นี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลัง ๕ ประการนี้แล ย่อมบังคับสามีอยู่ครองเรือนได้

ในอีกสูตรหนึ่งระบุถึงคุณสมบัติ ๕ อย่างเหมือนกับ ต่างกันที่ว่า “ย่อมประพฤตข่มขี่สามีได้”

คนเราถ้าีมีศึลก็ไม่ต้องกลัวอะไร!!!

มิถุนายน 26, 2008

ทำ ๕ อย่างนี้แล้วอายุยืน

Filed under: ทั่วไป, ศีล — Abhiboono Bhikku @ 8:37 pm

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ
(๑) บุคคลย่อมเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑
(๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑
(๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑
(๔) เป็นผู้มีศีล ๑
(๕) มีมิตรดีงาม ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ
(๑) บุคคลเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑
(๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑
(๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑
(๔) เป็นผู้เที่ยวในกาลสมควร ๑
(๕) เป็นผู้ประพฤติเพียงดังพรหม ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน ฯ

ในหลักสูตร 7 วัน ทางวัดได้จัดให้มีอาหารมังสวิรัติที่ย่อยง่าย, ให้ท่านเป็นผู้มีศีล, มีการแผ่เมตตา ๓ ใน ๕ ข้อเพื่อให้ท่านทั้งหลายมีอายุยึนมีความสุขจากสมาธิ

มิถุนายน 20, 2008

8 อุบายสู้ความง่วงนอน

Filed under: ทั่วไป — Abhiboono Bhikku @ 5:54 pm

ก่อนที่พระมหาโมคคัลลานะจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้ประสบปัญหาในการภาวนา คือมีอาการง่วงจนนั่งโงกเงกอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ พรพุทธเจ้าจึงแนะนำพระมหาโมคัลลานะดังนี้

ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ ดูก่อนโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อ

  1. เธอ มีสัญญาอย่างไรอยู่ ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ เธอพึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก ข้อนี้จะเป็น เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้าเธอยังละไม่ได้ แต่นั้น
  2. เธอ พึงตรึกตรองพิจารณา ถึงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น
  3. เธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้ว ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละ ไม่ได้ แต่นั้น
  4. เธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น
  5. เธอ พึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดู ทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น
  6. เธอ พึงทำในใจถึงอาโลกสัญญา ตั้งความสำคัญในกลางวัน ว่า กลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันอย่างนั้น มีใจ เปิดเผยอยู่ฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด ข้อนี้จะเป็นเหตุให้ เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น
  7. เธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนด หมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีใจไม่คิดไปในภายนอก ข้อนี้จะเป็น เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น
  8. เธอพึง สำเร็จสีหไสยา คือ นอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายใน อันจะลุกขึ้น พอตื่นแล้วพึงรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจักไม่ประกอบความสุขใน การนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการเคลิ้มหลับ ดูกรโมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ
หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com .