ความดับแห่งสังขารโดยลำดับ ๆ เราได้กล่าวแล้ว ดังนี้คือ :- เมื่อเข้าสู่ ปฐมฌาน แล้ว วาจา ย่อมดับ ; เมื่อเข้าสู่ ทุติยฌาน แล้ว วิตก และ วิจาร ย่อมดับ ; เมื่อเข้าสู่ ตติยฌาน แล้ว ปีติ ย่อมดับ ; เมื่อเข้าสู่ จตุตถฌาน แล้ว อัสสาสะ และ ปัสสาสะ ย่อมดับ ; เมื่อเข้าสู่ อากาสานัญจายตนะ แล้ว รูปสัญญา ย่อมดับ ; เมื่อเข้าสู่ วิญญาณัญจายตนะ แล้ว อากาสานัญจายตนสัญญา ย่อมดับ ; เมื่อเข้าสู่ อากิญจัญญายตนะ แล้ว วิญญาณัญจายตนสัญญา ย่อมดับ เมื่อเข้าสู่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้ว อากิญจัญญายตนะสัญญา ย่อมดับ… [Read more…]
ในชั่วโมงการอบรมในหลักสูตร 7 วันนั้น เราได้จัดให้มีชั่วโมงอธิษฐาน ด้วยการตั้งจิตอธิษฐานอย่างที่ พระผู้มีพระภาค ได้กระทำมาดังนี้ว่า เราจักตั้งไว้ ซึ่งความเพียรอันไม่ถอยกลับ (ด้วยการอธิษฐานจิต) ว่า “หนัง เอ็น กระดูกจักเหลืออยู่ เนื้อและเลือดในสรีระ จะเหือดแห้งไปก็ตามที ประโยชน์ใดอันบุคคลจะพึงบรรลุได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ด้วยความบากบั่นของบุรุษ ยังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว จักหยุดความเพียรเสียเป็นไม่มี” – ทุก. อํ. ๒๐/๖๔/๒๕๑. มีการงาน หรือ การกระทำสักอย่างหนึ่งในชึวิตนี้ของท่านหรือไม่ ที่ท่านจะตั้งใจพยายามที่จะทำอย่างสุดเหวี่ยง? ถ้ามีละก็ ใช้คำอธิษฐานจิต ดังนี้ อธิษฐาน หมายถึง การตั้งใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างแรงกล้า เป็นหนึ่งในบารมี 10
วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม 2551 เป็นวัดทอดกฐิน ณ วัดป่าดอนหายโศก มีกำหนดการ ดังนี้ 7.00 น. ทำบุญตักบาตร 8.00 น. รับประทานอาหารเช้า 10.00 น. ทอดถวายผ้ากฐิน 12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
ภิกษุ ท.! มูลเหตุแปดอย่างนี้เล่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมเสียสำหรับภิกษุผู้ยังไม่จบกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อลุถึงนิพพาน. มูลเหตุแปดอย่างอะไรกันเล่า ? แปดอย่างคือ :- (๑) ความเป็นผู้พอใจในการทำงานก่อสร้าง, (๒) ความเป็นผู้พอใจในการคุย, (๓) ความเป็นผู้พอใจในการนอน, (๔) ความเป็นผู้พอใจในการจับกลุ่มคลุกคลีกัน, (๕) ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย. (๖) ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการกิน, (๗) ความเป็นผู้พอใจในการกระทำ เพื่อเกิดสัมผัสสนุกสบายทางกาย, (๘) ความเป็นผู้พอในในการขยายกิจให้โยกโย้โอ้เอ้ เนิ่นช้า. ภิกษุ ท.! มูลเหตุแปดอย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมเสียสำหรับภิกษุผู้ยังไม่จบกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อลุถึงนิพพาน. – อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๔๓/๑๘๓.
กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ กิจอันภิกษุ (ผู้บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่า) ผู้ฉลาดในประโยชน์ใคร่จะบรรลุสันตบท (มรรค ผล นิพพาน) อยู่เสมอพึงกระทำก็คือ สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ ๑. พึงเป็นผู้อาจหาญ ๒. เป็นคนตรง ๓. เป็นคนซื่อ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี ๔. เป็นผู้ว่าง่าย ๕.อ่อนโยน ๖. ไม่เย่อหยิ่ง สันตุสสะโก จะ สุภะโรจะ ๗. เป็นผู้สันโดษ ๘. เป็นผู้เลี้ยงง่าย อัปปกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ ๙. เป็นผู้มีกิจน้อย ๑๐. มีความประพฤติเบาพร้อม (คือไม่สะสม) สันตินทริโย จะ นิปาโก จะ ๑๑. มีอินทรีย์อันสงบระงับ ๑๒. มีปัญญารักษาตน… [Read more…]
6. Byasanasuttam – Ruinous. 6. Bhikkhus, it is possible for the bhikkhu who scolds, rebukes and finds fault with the noble co-associates in the holy life to come to one or the other of these eleven ruinous situations. What eleven? Not attain the not yet attained, degrade from the already attained, not get the purification… [Read more…]
ในสมัยพุทธกาลคำว่า “มาตุคาม” หมายถึง ผู้หญิง, พระพุทธเจ้าได้ตร้สถึงกำลัง ๕ อย่างซึ่งเมื่อมาตุคามได้แล้ว สามารถบังคับสามีอยู่ครองเรือนได้ สามารถประพฤตข่มขี่สามีได้ ในปัสสัยหสูตร และ อภิภุยยสูตร ดังนี้คือ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังของมาตุคาม ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน กำลังคือรูป(ร่างหน้าตา) กำลังคือโภคะ(ทรัพย์) กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร กำลังคือศีล กำลังของมาตุคาม๕ นี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลัง ๕ ประการนี้แล ย่อมบังคับสามีอยู่ครองเรือนได้ ในอีกสูตรหนึ่งระบุถึงคุณสมบัติ ๕ อย่างเหมือนกับ ต่างกันที่ว่า “ย่อมประพฤตข่มขี่สามีได้” คนเราถ้าีมีศึลก็ไม่ต้องกลัวอะไร!!!
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ (๑) บุคคลย่อมเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑ (๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑ (๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑ (๔) เป็นผู้มีศีล ๑ (๕) มีมิตรดีงาม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน ฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ (๑) บุคคลเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑ (๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑ (๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑ (๔) เป็นผู้เที่ยวในกาลสมควร ๑ (๕) เป็นผู้ประพฤติเพียงดังพรหม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕… [Read more…]
ก่อนที่พระมหาโมคคัลลานะจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้ประสบปัญหาในการภาวนา คือมีอาการง่วงจนนั่งโงกเงกอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ พรพุทธเจ้าจึงแนะนำพระมหาโมคัลลานะดังนี้ ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ ดูก่อนโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อ เธอ มีสัญญาอย่างไรอยู่ ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ เธอพึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก ข้อนี้จะเป็น เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้าเธอยังละไม่ได้ แต่นั้น เธอ พึงตรึกตรองพิจารณา ถึงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น เธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้ว ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละ ไม่ได้ แต่นั้น เธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น เธอ พึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดู ทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้น เธอ พึงทำในใจถึงอาโลกสัญญา… [Read more…]
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า บุรุษตัดท่อนหญ้า ไม้กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ แล้วจึงรวมกันไว้ ครั้นแล้ว พึงกระทำให้เป็นมัดๆ ละ ๔ นิ้ว วางไว้ สมมติว่านี้เป็นมารดาของเรา นี้เป็นมารดาของมารดาของเรา โดยลำดับ มารดาของมารดาแห่งบุรุษนั้น ไม่พึงสิ้นสุด ส่วนว่า หญ้าไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะว่า สังสารวัฏนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้า ตลอดกาลนานเหมือนฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ — สํ. นิ. 16/422 เราทั้งหลายเทียวเกิดเทียวตายมาแล้วนับไม่ถ้วน หาที่สิ้นสุดหรือที่เริ่มต้นไม่ได้ แต่ทำไมยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน? เพราะไม่ได้ปฏิบัติธรรม ดังนั้นเราทั้งหลายมาปฏิบัติธรรมกันเถิด เริ่มต้นโดยการดูลมหายใจ มีสติกับลมหายใจของตน
May 19, 2009 by หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส
0