หลวงพ่อ ดร.สะอาด Web

กรกฎาคม 23, 2009

ธุดงควัตร 1

Filed under: พระวินัย, ศีล — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 9:56 pm

ในพรรษานี้ ที่วัดป่าดอนหายโศกมีพระที่ถึอธุดงควัตร หลวงพ่อจึงมีความพอใจที่จะอธิบายเรื่องธุดงควัตรให้ลูกศิษย์ที่ทราบแล้ว หรือยังทราบไม่ละเอียด หรือที่ต้องการทราบให้อ่านกัน โดยจะต้องใช้ post หลาย posts ด้วยกันอยู่

ในตอนแรกนี้จะอธิบายให้ทราบถึงธุดงควัตรที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ทั้งหมดโดยสังเขปก่อนดังนี้คือ

  1. สมาทานถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
  2. สมาทานถือเพียงเฉพาะผ้าไตรจึวรเป็นวัตร
  3. สมาทานถือเที่ยวบิณฑบาตรเป็นวัตร
  4. สมาทานถือฉันเฉพาะอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตรเป็นวัตร
  5. สมาทานถือฉันวันละมื้อเดียวเป็นวัตร
  6. สมาทานถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร
  7. สมาทานถือห้ามภัตที่นำมาถวายภายหลังเป็นวัตร
  8. สมาทานถืออยู่ป่าเป็นวัตร
  9. สมาทานถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร
  10. สมาทานถืออยู่ที่แจ้งเป็นวัตร
  11. สมาทานถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร
  12. สมาทานถืออยู่ในที่เขาจัดไว้ให้อย่างไรเป็นวัตร
  13. สมาทานถือไม่นอนเป็นวัตร

ธุดงควัตรบางข้อนี้ก็ทำพร้อมกันได้ บางข้อก็ทำพร้อมกันไม่ได้

ธุดงควัตรเป็นสิ่งที่หนุนศีล และทำให้จิตใจเข้มแข็งขี้น

ในคราวต่อไปจะอธิบายให้ทราบถึงจุดประสงค์การสมาทานธุดงค์ และรายละเอียดของธุดงควัตรแต่ละข้อ

มิถุนายน 22, 2009

ยาตามธรรมวินัย

Filed under: พระวินัย — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 7:09 pm

วันนี้ได้รับมะขามป้อมอบแห้ง ซึ่งเป็นยาที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้ภิกษุฉันได้ในเวลาวิกาล (หลัง 12.00น.)

นอกจากนี้ยังมี “เภสัช 5″ ซึงพระผู้มีพระุภาคอนุญาติให้เป็นยาได้อีก นั่นคือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย. รวมถึงส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ที่ใช้เป็นยาได้ด้วย

สิงหาคม 17, 2008

วัฒนธรรมสำหรับพระที่อยู่ป่า

Filed under: ทั่วไป, พระวินัย — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 7:51 pm

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ 
กิจอันภิกษุ (ผู้บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่า) ผู้ฉลาดในประโยชน์ใคร่จะบรรลุสันตบท (มรรค ผล นิพพาน) อยู่เสมอพึงกระทำก็คือ

สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ
๑. พึงเป็นผู้อาจหาญ ๒. เป็นคนตรง ๓. เป็นคนซื่อ

สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี
๔. เป็นผู้ว่าง่าย ๕.อ่อนโยน ๖. ไม่เย่อหยิ่ง

สันตุสสะโก จะ สุภะโรจะ
๗. เป็นผู้สันโดษ ๘. เป็นผู้เลี้ยงง่าย

อัปปกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
๙. เป็นผู้มีกิจน้อย ๑๐. มีความประพฤติเบาพร้อม (คือไม่สะสม)

สันตินทริโย จะ นิปาโก จะ
๑๑. มีอินทรีย์อันสงบระงับ ๑๒. มีปัญญารักษาตน

อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ
๑๓. เป็นผู้ไม่คะนอง ๑๔. เป็นผู้ไม่พัวพันกับชาวบ้าน

นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เย นะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
๑๕. ไม่พึงประพฤติในสิ่งที่เลวทรามใด ๆ ที่เป็นเหตุให้คนอื่น ซึ่งเป็นผู้รู้ ติเตียนเอาได้ (เป็นผู้มีเมตตาจิตในสัตว์ทั้งหลาย)

สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
๑๖. จงเจริญเมตตาจิตว่า ขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้มีความสุขกาย สุขใจ มีแต่ความเกษมสำราญเถิด

เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ
๑๖.๑ สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย ทุกเหล่าหมดบรรดามี

ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
๑๖.๒ ที่เป็นประเภทเคลื่อนไหวได้ก็ดี ประเภทอยู่กับที่ก็ดี

ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
๑๖.๓ เป็นสัตว์มีขนาดลำตัวยาว ปานกลาง หรือสั้นก็ดี เป็นสัตว์มีลำตัวใหญ่ ปานกลาง หรือเล็กก็ดี เป็นชนิดมีลำตัวละเอียดหรือมีลำตัวหยาบก็ดี

ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา
๑๖.๔ เป็นจำพวกที่ได้เห็นแล้ว หรือไม่ได้เห็นก็ดี

เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
๑๖.๕ เป็นผู้อยู่ในที่ไกล หรือในที่ใกล้ก็ดี

ภูตา วา สัมภะเวสี วา
๑๖.๖ เป็นผู้ที่เกิดแล้ว หรือกำลังแสวงหาที่เกิดอยู่ก็ดี

สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
๑๖.๗ ขอสัตว์ทั้งปวงนั้น จงเป็นผู้มีความสุขกายสุขใจเถิด

นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ
๑๗. บุคคลไม่พึงข่มเหงกัน

นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
๑๘. ไม่พึงดูหมิ่นเหยียดหยามกัน ไม่ว่าในที่ไหน ๆ

พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
๑๙. ไม่พึงคิดก่อทุกข์ให้แก่กันและกัน เพราะความโกรธ และเพราะความเคียดแค้น

มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
๑๙.๑ มารดาถนอมบุตรคนเดียว ผู้เกิดในตน ด้วยการยอมสละชีวิตของตนแทน ฉันใด

เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมานัง
๑๙.๒ พึงเจริญเมตตาจิตอันกว้างใหญ่ อันหาประมาณมิได้ ในสัตว์ทั้งปวง แม้ฉันนั้นเถิด

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
๒๐. พึงเจริญเมตตาจิตอันกว้างใหญ่ อันหาขอบเขตมิได้ อันไม่มีเวร ไม่มีศัตรูคู่ภัย ไปในสัตว์โลกทั้งสิ้น ทั้งในทิศเบื้องบน ในทิศเบื้องต่ำ และในทิศขวาง

ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะ ตัสสะ วิคะตะมิทโธ
๒๑. ผู้เจริญเมตตาจิตอย่างนี้นั้น ปรารถนาจะตั้งสติในเมตตาฌานให้นาน เพียงใด ท่านผู้นั้นจะอยู่ในอิริยาบถยืน เดิน นั่ง หรือนอนก็ตาม พึงเป็นผู้ปราศจากความท้อแท้

เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ
๒๑.๑ ก็จะตั้งสตินั้นไว้ได้นานเพียงนั้น

พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
๒๒. บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวเมตตาวิหารธรรมนี้ว่าเป็นพรหมวิหารในพระศาสนานี้

ผลที่พึงได้รับจากกรณียเมตตสูตร

ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา
๑. บุคคลผู้นั้นละความเห็นผิด คือ สักกายทิฐิเสียได้ เป็นผู้มีศีล

ทัสสะเนนะ สัมปันโน
๒. ถึงพร้อมแล้ว ด้วยญาณทัสสนะ (คือการเห็นอริยสัจ ๔ ด้วยญาณ ซึ่งเป็นองค์แห่งโสดาปัตติมรรค)

กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง
๓. สามารถกำจัดความยินดี ในกามทั้งหลายเสียได้ (ด้วยอนาคามิมรรค)

นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ.
๔. ย่อมไม่ถึงซึ่งการนอนในครรภ์อีก โดยแท้ทีเดียวแล.

สิงหาคม 6, 2008

สัตตาหการณียะ

Filed under: พระวินัย — Abhiboono Bhikku @ 9:27 pm

พระพุทธเจ้าได้ทรงอนุณาติให้ภิกษุเดินทางได้ในระหว่างพรรษาโดยให้กลับภายใน ๗ วัน ในเมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้นที่เรียกว่า “สัตตาหกาณียะ” ดังต่อไปนี้

  1. ทายกปรารถนาจะบำเพ็ญกุศล ส่งคนมานิมนต์ กรณีเช่นนี้ ทรงอนูญาตให้ไปได้ เฉพาะที่เขาส่งคำนิมนต์มา ถ้าไม่ส่งคำนิมนต์มาไม่ให้ไป
  2. เพื่อนสหธัมมิก ๕​ คือ ภิกษุ, ภิกษุณี, นางสิกขามานา, สามเณร, สามเณรี เป็นไข้ ภิกษุปรารถนาจะช่วยแสวงหาอาหาร, ยารักษาโรค หรือเป็นผู้พยาบาล ก็ไปได้
  3. มารดาบิดาเป็นไข้ ส่งคนมานิมนต์หรือรู้เข้าไปได้ ส่วนญาติหรือผู้อยู่อาศัยกับภิกษุไข้ ส่งคนมานิมนต์จึงไปได้ ถ้าไม่ส่งคนมาไม่พึงไป
  4. มีเหตุซ่อมเสนาสนะตรัสว่า อนุญาติให้ไปได้เพราะกรณียะของสงฆ์ 
หมายเหตุ- เมื่อเพื่อนสหธัมมิกเกิดความไม่ยินดี เกิดความรังเกียจ หรือเกิดความเห็นผิดขึ้น ไปเพื่อระงับเหตุนั้น​ ๆ, เมื่อเพื่อนสหธัมมิก (เฉพาะภิกษุ, ภิกษุณี) ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ปรารถนาจะออกจากอาบัติในขั้นใด ๆ ก็ตาม, เมื่อสงฆ์จะทำสังฆกรรมลงโทษภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุรูปที่จะถูกลงโทษต้องการให้ไปก็ไปได้ เพื่อจะช่วยไกล่เกลี่ยไม่ให้ต้องทำกรรม หรือให้ลงโทษเบาลง เพื่อให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยพระวินัย หรือปลอบใจ เป็นต้น, เมื่อนางสิกขามานา หรือสามเณร ปรารถนาจะสมาทานสิกขาบท ถามปี หรือจะบวช ไปเพื่อช่วยเหลือในการนั้นได้.

บลอกที่ WordPress.com .