ในพรรษานี้ ที่วัดป่าดอนหายโศกมีพระที่ถึอธุดงควัตร หลวงพ่อจึงมีความพอใจที่จะอธิบายเรื่องธุดงควัตรให้ลูกศิษย์ที่ทราบแล้ว หรือยังทราบไม่ละเอียด หรือที่ต้องการทราบให้อ่านกัน โดยจะต้องใช้ post หลาย posts ด้วยกันอยู่
ในตอนแรกนี้จะอธิบายให้ทราบถึงธุดงควัตรที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ทั้งหมดโดยสังเขปก่อนดังนี้คือ
- สมาทานถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
- สมาทานถือเพียงเฉพาะผ้าไตรจึวรเป็นวัตร
- สมาทานถือเที่ยวบิณฑบาตรเป็นวัตร
- สมาทานถือฉันเฉพาะอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตรเป็นวัตร
- สมาทานถือฉันวันละมื้อเดียวเป็นวัตร
- สมาทานถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร
- สมาทานถือห้ามภัตที่นำมาถวายภายหลังเป็นวัตร
- สมาทานถืออยู่ป่าเป็นวัตร
- สมาทานถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร
- สมาทานถืออยู่ที่แจ้งเป็นวัตร
- สมาทานถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร
- สมาทานถืออยู่ในที่เขาจัดไว้ให้อย่างไรเป็นวัตร
- สมาทานถือไม่นอนเป็นวัตร
ธุดงควัตรบางข้อนี้ก็ทำพร้อมกันได้ บางข้อก็ทำพร้อมกันไม่ได้
ธุดงควัตรเป็นสิ่งที่หนุนศีล และทำให้จิตใจเข้มแข็งขี้น
ในคราวต่อไปจะอธิบายให้ทราบถึงจุดประสงค์การสมาทานธุดงค์ และรายละเอียดของธุดงควัตรแต่ละข้อ
โกหก คือพูดให้ผิดจากความจริง ทำลายประโยชน์ผู้อื่น หรือ ประโยชน์ของเรา หรือ ประโยชน์ของผู้อื่นและของเราด้วย เรียกว่าโกหก
เหล้าเป็นชองทำลายสุขภาพของผู้ดื่ม
พ.อ. ปิ่น มุุทุกันต์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ได้กล่าวอธิบายไว้ในหนังสือแนวสอนธรรมะเกี่ยวกับเรื่องศึลข้อ ๔ และ ๕ ดังนี้ว่า
การพูดเท็จ หรือ มุสาวาท หมายถึงการแสดงออกด้วยเจตนาบิดเบือนความจริง ให้คนอื่นหลงเชื่อ ได้แก่
– การแสดงออกทางวาจา คือ พูดใแลห้ผิดจากความจริง โกหกชัด ๆ
– การแสดงออกทางกาย คือ การกระทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิตจากความเป็นจริง เช่น เขียนรายงานเท็จ หรือแกล้งพยักหน้า แกล้งสั่นศรีษะ แกล้งแสดงกิริยาอย่างอื่นซึ่งเป็นที่รู้กัน ให้ผู้อื่นหลงเชื่อผิดไปจากความจริง
มุสา ๗ วิธี
๑ ปด คือโกหกชัด ๆ เช่น ไม่รู้ว่ารู้ ไม่เห็นว่าเห็น
๒ ทนสาบาน คือแสดงตัวฝึนความจริง เช่นคนทำผิดหลายคน ครู่สั่งว่า ใครทำผิดให้ยืนขึ้น แต่ผู้ทำผิดก็ทนนั่งอยู่
๓ ทำเล่ห์กระเท่ห์ คือโกหกด้วยการแสร้งทำกิริยาอาการให้คนอื่นตีความผิดไปเอง เช่น ทำทีน่าเป็นคนพิการ ให้ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร
๔ มารยา คือแสดงท่วงทีลวงคนอื่นให้เข้าใจผิด เช่นเจ็บน้อยแต่ครวญครางมาก
๕ ทำเลส คือแสดงนัยให้คนอื่นเข้าใจผิด เช่นพูดเล่นสำนวนวกไปวนมา
๖ เสริมความ คือเรื่องมีมูลน้อยแต่พูดให้เห็นเป็นมาก
๗ อำความ คือเรื่องมากแต่พูดให้เห็นเป็นน้อย ปิดความปกพร่องของตน
ข้อยกเว้น คือ มีการแสดงออกบางอย่างที่ไม่เป็นความจริง แต่ไม่ผิดศึล เพราะผู้แสดงออกไม่มีเจตนาจะกล่าวเท็จ คือ
๑ ยถาสัญญา พูดไปตามที่ตนจำได้อย่างนั้น เข้าใจอย่างนั้น
๒ โวหาร พูดไปตามแบบฟอร์มของการพูดในสังคม เช่นลงท้ายจดหมายว่า “ขอแสดงความนับถืออย่างสูง” ทั้ง ๆ ที่ตนมิได้นับถึอเขาเลย
๓ นิยาย เล่านิทานซึ่งผูกขึ้นเพื่อฟังกันเพลินๆ
๔ พลั้ง พูดพลั้งไป
ส่วนศึลข้อ ๕ คือ เจตนางดเว้นจากการดื่มน้ำเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มีการอธิบายความดังนี้
น้ำเมานั้นท่านจำกัดไว้ว่า เฉพาะสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือเมื่อเสพเข้าไปในร่างกายแล้วทำให้สติเลื่อนลอย ขาดการควมคุมตนเอง
สุราได้แก่น้ำเมาที่กลั่น เมรัยได้แก่น้ำเมาที่ไม่ได้กลั่น หรือเหล้าดิบ ในทางปฏิบัติเราต้องถึอหลักการเป็นใหญ่ คืองดเว้นจากการเสพสิ่งมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาททุกชนิด ไม่ว่าจะมีผู้ค้นพบสิ่งดังว่านี้ใหม่หรือประดิษฐ์ขึ้นใหม่และเรียกชื่อย่างไรก็ตาม
ถ้ากินแต่น้อยบาปไหม? ผู้อื่นมีความคิดว่่าอย่างไร ก็เขียน comment มาได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ
(๑) บุคคลย่อมเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑
(๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑
(๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑
(๔) เป็นผู้มีศีล ๑
(๕) มีมิตรดีงาม ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน ๕ ประการเป็นไฉน คือ
(๑) บุคคลเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑
(๒) รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑
(๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๑
(๔) เป็นผู้เที่ยวในกาลสมควร ๑
(๕) เป็นผู้ประพฤติเพียงดังพรหม ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุให้อายุยืน ฯ
ในหลักสูตร 7 วัน ทางวัดได้จัดให้มีอาหารมังสวิรัติที่ย่อยง่าย, ให้ท่านเป็นผู้มีศีล, มีการแผ่เมตตา ๓ ใน ๕ ข้อเพื่อให้ท่านทั้งหลายมีอายุยึนมีความสุขจากสมาธิ