Browsing All Posts filed under »สมาธิภาวนา«

การนอน 4 อย่าง และวิธีแก้การนอนไม่หลับ

  ภิกษุ ท.! อาการนอน ๔ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่ สี่อย่าง อย่างไร เล่า ? สี่อย่างคือ เปตไสยา กามโภคิไสยา สีหไสยา ตถาคตไสยา ภิกษุ ท.! เปรตไสยา (นอนอย่างเปรต) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! โดยมาก พวกเปรต ย่อมนอนหงาย นี้เรียกว่า เปตไสยา ภิกษุ ท.! กามโภคิไสยา (นอนอย่างคนบริโภคกาม) เป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท.! โดยมาก คนบริโภคกาม ย่อมนอนตะแคงโดยข้างเบื้องซ้ายนี้เรียกว่า กามโภคิไสยา ภิกษุ ท.! สีหไสยา (นอนอย่างสีหะ) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! สีหะเป็นพญาสัตว์ ย่อมสำเร็จการนอนโดยข้างเบื้องขวา เท้าเหลื่อมเท้าสอดหางไว้ที่ระหว่างแห่งขา สีหะนั้นครั้นตื่นขึ้น… [Read more…]

กายานุปัสสนา – การพิจารณาธาตุ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งคือภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ ซึ่งตั้งอยู่ตามปรกติ โดยความเป็นธาตุว่ามีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม คนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ขย้น ฆ่าโคแล้วแบ่งออกเป็นส่วน นั่อยู่ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ ซึ่งตั้งอยู่ตามปรกติ โดยความเป็นธาตุว่ามีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ดังพรรณามาฉะนี้ ภิกษุย่อม… พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมในกายบ้าง เธอย่อมเป็นอยู่อึกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถุกตัณหาและทิฐิเข้าอิงอาศัย และไม่ถือมั้นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจาณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ

กายานุปัสสนา – การพิจารณาความเป็นปฏิกูลในร่างกาย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งคือภิกษุย่อมพิจาณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไขกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า (อุจจาระ) ดึ เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขขัอ ปัสสาวะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มีปากสองข้าง เต็มด้วยธ้ญชาติต่างชนิดคือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร บุรุษมีนัยน์ตาดีแก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นได้ว่า นี่ข้าวสาลี นี่ข้าวเปลือก นี่ถั่วเขียว… [Read more…]

ผึกสติสัมปชัญญะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งคือ ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัว… ในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม ในการเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัว… ในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น ในการพูด การนิ่ง ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อม… พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสี่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมในกายบ้าง เธอย่อมเป็นอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไวัรู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถูกตัณหา (ความอยาก) และทิฐิ (ความเห็นผิด) เข้าอิงอาศัย และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ ถ้าผู้อ่านไม่เข้าใจตรงไหน เช่นคำ่ว่า “กายในกายภายใน” หรือ อื่น ๆ ก็ให้เขียน comment… [Read more…]

วิธีกำหนดลมหายใจเข้า-หายใจออก ภาค ๒

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาวก็รู้ชัดว่าเราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้นก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน… เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอกกองลมทั้งปวง หายใจออก (คือลมทั้งหมด) ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวง หายใจเข้า (คือลมทั้งหมด) ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก (ทำลมหายใจออกให้เบาลง) ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า (ทำลมหายใจเข้าให้เบาลง) ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อม… พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง (คือทุกส่วนในร่างกายของเรา มี ผม ขน เล็บ เป็นต้น) พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง (คือกายของคนอื่น) พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง (คือทั้งกายของเราเอง และ ทั้งกายของคนอื่น) พิจารณาเป็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง (คือพิจารณาเห็นว่าทุกส่วนในกาย (ผม ขน เล็บ เป็นตัน) มีการเกิด/งอก) พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง (คือพิจารณาเห็นว่ากายนี้ ก็เสื่อมไป แก่ไป) พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง เธอย่อมเป็นอยู่อึกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถุกตัณหาและทิฐิเข้าอิงอาศัย และไม่ถือมั้นอะไร ๆ… [Read more…]

วิธีกำหนดลมหายใจเข้า-หายใจออก เพื่อให้จิตเป็นสมาธิ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างไรภิกษุจึงจะเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ คือภิกษุในพระศาสนานี้ ไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ หรือไปสู่เรือนว่าง นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า (ตั้งสติไว้ที่จมูก) เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอกกองลมทั้งปวง หายใจออก ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวง หายใจเข้า ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก (ทำลมหายใจออกให้เบาลง) ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า (ทำลมหายใจเข้าให้เบาลง) พุทธพจน์นี้ตรง ๆ เลย ไม่เข้าใจตรงไหนให้ถามมา ภาษาอังกฤษว่าอย่างนี้ “And how does a monk remain focused on the body in & of itself? “There is the case where a monk – having gone… [Read more…]

อานิสงส์ในการเดินจงกรม

ภิกษุ ท.! อานิสงส์ในการเดิน (จงฺกม) ๕ อย่าง มีอยู่. ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ? ห้าอย่าง คือ เป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล เป็นผู้อดทนต่อการทำความเพียร เป็นผู้มีอาภาธน้อย สิ่งที่กินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว ลิ้มแล้ว ย่อมถึงการย่อยด้วยดี สมาธิที่ได้ในขณะแห่งการเดิน ย่อมตั้งอยู่ได้นาน ภิกษุ ท.! อานิสงส์ในการเดิน ห้าอย่างเหล่านี้แล. – ปญฺจก. อํ. ๒๒/๓๑/๒๙

อานาปานสติกรรมฐาน มีอานิสงส์ 12 ประการ

สามารถตัดเสียซึ่งวิตก มีกามวิตก เป็นตัน เพราะเป็นธรรมอันละเอียดและประณีต เป็นธรรมเครื่องพักอยู่อันละมุนละไมและเป็นสุข เจริญให้มาก ทำให้มากแล้วย่อมยังสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ เมื่อสติปัฎฐาน 4 อันบุคคลเจริญให้มากทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชงฌ์ 7 ให้บริบูีรณ์ เมื่อบุคคบยังโพชงฌ์ 7 ให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ผู้ที่ได้สำเร็จอรหัตผล โดยอาศัยการเจริญอานาปานสติกรรมฐานเป็นบาท ย่อมกำหนดรู้ในอายุสังขารของตนว่าจะอยู่ไปได้เท่าไร และสามารถรู้กาลเวลาที่จะปรินิพพานด้วย หลับเป็นสุข ไม่ดิ้นรน ตื่นก็เป็นสุขคือมีใจเบิกบาน มีร่างกายสงบเรียบร้อย (มีกายไม่โยกโคลง) มีหิริโอตตัปปะ น่าเลื่อมใส มีอัธยาศัยประณีต เป็นที่รักของคนทั้งหลาย ถ้ายังไม่ได้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน เมื่อธาตุขันธ์แตกดับลงก็มีสุตคิโลกสวรรค์เป้นที่ไปในเบื้องหน้า

หลักการผึกสมาธิ วิปัสสนา

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี สอนการปฏิบัติสมาธิภาวนาว่า ๑) หลักสมาธิ การฝึกหัดอบรมจะต้องฝึกที่ “จิต” แห่งเดียวเท่านั้น แล้วเราจะเอาอะไรมาผึกหัด? เอา “สติ” มาฝึกหัดจิต ขอให้มีสติทุกอริยาบททั้งสี่ ยืน เดิน นั่ง นอน มีสติรู้จิตอยู่ตลอดเวลา “กิเลส” ทั้งหลายก็จะคอยเสี่อมหายไป ฝึกหัดจิตให้เข้าถึง “ใจ” (ความรู้สึกที่เป็นกลาง ๆ) วิธีปฏิบัติผึกหัดกรรมฐานมีเท่านี้แหล่ะ ๒) หลักวิปัสสนา พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า มีทางเดียวเท่านั้น ที่จะระงับทุกข์ได้ คือว่า มันทุกข์อยู่แล้วนั่น สอนให้มันระงับ ทุกข์นั่นแหล่ะ เพราะเหตุว่า พิจารณา อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ทุกขัง (ความทนอยู่ไม่ได้) อนัตตา (ความไม่มีตัวตน) ในตัวของเรานี้ ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเทศน์สรุปลงแล้ว ไม่มีอะไรเหลือ (ละอุปาทาน ๔ ได้ ทั้งหมด) เห็นชัดตามเป็นจริงอย่างนี้แล้วอยู่สงบ เป็นสุขทุกเมื่อ ๓) วิธีฝึกสมาธิให้เข้าถึงวิปัสสนา ให้ตั้งสติรักษาจิตให้มันแน่วแน่ในอารมณ์อันเดียว ด้วยบริกรรม… [Read more…]

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 957 other followers