หลวงพ่อ ดร.สะอาด Web

พฤศจิกายน 2, 2008

การนอน 4 อย่าง และวิธีแก้การนอนไม่หลับ

Filed under: สมาธิภาวนา, อานาปานสติ — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 9:41 pm

 

ภิกษุ ท.! อาการนอน ๔ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่ สี่อย่าง อย่างไร เล่า ? สี่อย่างคือ เปตไสยา กามโภคิไสยา สีหไสยา ตถาคตไสยา

ภิกษุ ท.! เปรตไสยา (นอนอย่างเปรต) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! โดยมาก พวกเปรต ย่อมนอนหงาย นี้เรียกว่า เปตไสยา

ภิกษุ ท.! กามโภคิไสยา (นอนอย่างคนบริโภคกาม) เป็นอย่างไร เล่า ? ภิกษุ ท.! โดยมาก คนบริโภคกาม ย่อมนอนตะแคงโดยข้างเบื้องซ้ายนี้เรียกว่า กามโภคิไสยา

ภิกษุ ท.! สีหไสยา (นอนอย่างสีหะ) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! สีหะเป็นพญาสัตว์ ย่อมสำเร็จการนอนโดยข้างเบื้องขวา เท้าเหลื่อมเท้าสอดหางไว้ที่ระหว่างแห่งขา สีหะนั้นครั้นตื่นขึ้น ย่อมซะเง้อกายตอนหน้าขึ้นสังเกตกายตอนท้าย ถ้าเห็นความดิ้นเคลื่อนที่ของกาย (ในขณะหลับ) ย่อมมีความเสียใจเพราะข้อนั้น ถ้าไม่เห็น ย่อมมีความดีใจ นี้เรียกว่า สีหไสยา

ภิกษุ ท.! ตถาคตไสยา (นอนอย่างตถาคต) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ในกรณีนี้ ภิกษุ สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลายเข้าถึง ฌานที่ ๑ ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่ เพราะวิตกวิจารรำงับไป เธอเข้าถึง ฌานที่ ๒ อันเป็นเครื่อง่องใสแห่งใจในภายในสามารถให้สมาธิผุดขึ้นเป็นธรรมเอก ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่ เพราะปีติจางหายไป เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุขด้วยนามกาย เข้าถึง ฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า “เป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติอยู่เป็นสุข” แล้วแลอยู่ เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัส และโทมนัสในกาลก่อน เธอเข้าถึง ฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์และไม่สุขมีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่ นี้เรียกว่า ตถาคตไสยา

ภิกษุ ท.! เหล่านี้ แล การนอน ๔ อย่าง

- จตุกก อ. ๒๑/๓๓๑/๒๔๖

การนอนอย่างพระพุทธเจ้าคือการเข้าฌานนอน, การนอนตะแคงซ้ายจะทำให้มีความรู้สึกทางเพศเกิดขึ้น

วิธีแก้การนอนไม่หลับ

  1. ให้นอนตื่นอยู่ก่อนด้วยการตะแคงข้างขวา
  2. กำหนดสติรู้ลมหายใจเข้า-ออกอยู่ที่จมูก
  3. กำหนดรู้ลมไปเรื่อย ๆ แล้วน้อมจิตไปเพื่อการหลับพร้อมกำหนดเวลาตื่น (คือการลุกขึ้น)
  4. นอนนั้นก็จะหลับ

เอวัง ฯ

กรกฎาคม 2, 2008

วิธีกำหนดลมหายใจเข้า-หายใจออก ภาค ๒

Filed under: English, สมาธิภาวนา, อานาปานสติ — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 10:20 pm

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาวก็รู้ชัดว่าเราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้นก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน…

  1. เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
  2. เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
  3. ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอกกองลมทั้งปวง หายใจออก (คือลมทั้งหมด)
  4. ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวง หายใจเข้า (คือลมทั้งหมด)
  5. ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก (ทำลมหายใจออกให้เบาลง)
  6. ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า (ทำลมหายใจเข้าให้เบาลง)

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อม…

  1. พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง (คือทุกส่วนในร่างกายของเรา มี ผม ขน เล็บ เป็นต้น)
  2. พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง (คือกายของคนอื่น)
  3. พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง (คือทั้งกายของเราเอง และ ทั้งกายของคนอื่น)
  4. พิจารณาเป็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง (คือพิจารณาเห็นว่าทุกส่วนในกาย (ผม ขน เล็บ เป็นตัน) มีการเกิด/งอก)
  5. พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง (คือพิจารณาเห็นว่ากายนี้ ก็เสื่อมไป แก่ไป)
  6. พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง

เธอย่อมเป็นอยู่อึกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถุกตัณหาและทิฐิเข้าอิงอาศัย และไม่ถือมั้นอะไร ๆ ในโลก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจาณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ

ภาษาอังกฤษว่าอย่างนี้

Just as a skilled turner or his apprentice, when making a long turn, discerns that he is making a long turn, or when making a short turn discerns that he is making a short turn; in the same way the monk,…

  1. “Breathing in long, he discerns that he is breathing in long; or breathing out long, he discerns that he is breathing out long.
  2. Or breathing in short, he discerns that he is breathing in short; or breathing out short, he discerns that he is breathing out short.
  3. He trains himself to breathe in sensitive to the entire body
  4. and to breathe out sensitive to the entire body.
  5. He trains himself to breathe in calming bodily fabrication (make your inhale softer)
  6. and to breathe out calming bodily fabrication (make your exhale softer).

“In this way…

  1. he remains focused internally on the body in & of itself (eg. hair, nail, skin, etc.), or
  2. externally on the body in & of itself (others people’s body) , or
  3. both internally & externally on the body in & of itself. (your own body and others’)
  4. Or he remains focused on the phenomenon of origination with regard to the body,
  5. on the phenomenon of passing away with regard to the body, or
  6. on the phenomenon of origination & passing away with regard to the body.

Or his mindfulness that ‘There is a body’ is maintained to the extent of knowledge & remembrance. And he remains unconstrained from desire and misunderstood. And he is disassociate to anything in the world.

This is how a monk remains focused on the body in & of itself.

กรกฎาคม 1, 2008

วิธีกำหนดลมหายใจเข้า-หายใจออก เพื่อให้จิตเป็นสมาธิ

Filed under: English, สมาธิภาวนา, อานาปานสติ — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 9:38 pm

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างไรภิกษุจึงจะเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ คือภิกษุในพระศาสนานี้ ไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ หรือไปสู่เรือนว่าง นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า

เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า (ตั้งสติไว้ที่จมูก)

  1. เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
  2. เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
  3. ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอกกองลมทั้งปวง หายใจออก
  4. ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวง หายใจเข้า
  5. ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก (ทำลมหายใจออกให้เบาลง)
  6. ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า (ทำลมหายใจเข้าให้เบาลง)

พุทธพจน์นี้ตรง ๆ เลย ไม่เข้าใจตรงไหนให้ถามมา :)

ภาษาอังกฤษว่าอย่างนี้

“And how does a monk remain focused on the body in & of itself?

“There is the case where a monk – having gone to the wilderness, to the shade of a tree, or to an empty building – sits down folding his legs crosswise, holding his body erect and setting mindfulness to the fore [lit: the front of the chest].

Always mindful, he breathes in; mindful he breathes out. (mindful at nostril or at position you can feel the breath)

  1. “Breathing in long, he discerns that he is breathing in long; or breathing out long, he discerns that he is breathing out long.
  2. Or breathing in short, he discerns that he is breathing in short; or breathing out short, he discerns that he is breathing out short.
  3. He trains himself to breathe in sensitive to the entire body
  4. and to breathe out sensitive to the entire body.
  5. He trains himself to breathe in calming bodily fabrication (make your inhale softer)
  6. and to breathe out calming bodily fabrication (make your exhale softer).

Straight forward from the Buddha’s word. If you have any questions drop a comment :)

มิถุนายน 16, 2008

อานาปานสติคือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก

Filed under: อานาปานสติ — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 10:16 am

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังค์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า. เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

จากพุทธพจน์บทนี้ แสดงให้เห็นถึงวิธีเจริญอานาปานสติตามลำดับ. คนส่วนใหญ่ แค่ถึงขั้นแรก หลวงพ่อสอนก็ได้แล้ว ยังไม่ทันต้องทำอีก 16 ขั้นตอนที่เหลือ

(เพิ่มเติม…)

มิถุนายน 13, 2008

อานาปานสติกรรมฐาน มีอานิสงส์ 12 ประการ

Filed under: สมาธิภาวนา, อานาปานสติ, อานิสงส์ — หลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส @ 11:14 am
  1. สามารถตัดเสียซึ่งวิตก มีกามวิตก เป็นตัน เพราะเป็นธรรมอันละเอียดและประณีต
  2. เป็นธรรมเครื่องพักอยู่อันละมุนละไมและเป็นสุข
  3. เจริญให้มาก ทำให้มากแล้วย่อมยังสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ เมื่อสติปัฎฐาน 4 อันบุคคลเจริญให้มากทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชงฌ์ 7 ให้บริบูีรณ์ เมื่อบุคคบยังโพชงฌ์ 7 ให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์
  4. ผู้ที่ได้สำเร็จอรหัตผล โดยอาศัยการเจริญอานาปานสติกรรมฐานเป็นบาท ย่อมกำหนดรู้ในอายุสังขารของตนว่าจะอยู่ไปได้เท่าไร และสามารถรู้กาลเวลาที่จะปรินิพพานด้วย
  5. หลับเป็นสุข ไม่ดิ้นรน
  6. ตื่นก็เป็นสุขคือมีใจเบิกบาน
  7. มีร่างกายสงบเรียบร้อย (มีกายไม่โยกโคลง)
  8. มีหิริโอตตัปปะ
  9. น่าเลื่อมใส
  10. มีอัธยาศัยประณีต
  11. เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
  12. ถ้ายังไม่ได้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน เมื่อธาตุขันธ์แตกดับลงก็มีสุตคิโลกสวรรค์เป้นที่ไปในเบื้องหน้า

บลอกที่ WordPress.com .