ทุกข์เป็นของควรกำหนดรู้

ธรรมเทศนา หลวงพ่อ ดร.สะอาด ฐิโตภาโส วัดป่าดอนหายโศก
CD 06 ชื่อชุด วิธีฝึกสมาธิ: มี 12 tracks
Track 08 ชื่อเรื่อง ทุกข์เป็นของควรกำหนดรู้

วัฏสงสาร นานมาก

วัฎสงสาร มันยาวมันไกลเกินประมาณ คนๆ หนึ่งเกิดมาแล้วท่องเที่ยวในวัฎสงสารนี่ กำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่พบเลย ได้แสนยาก รู้ได้แสนยาก พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนั้น คือมันกำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายรู้ได้แสนยาก คือลำบากที่สุดที่จะไปรู้ว่าเริ่มต้นมันมายังไง สุดท้ายไปยังไง คนเราท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี่นานแสนนาน

กัปป์หนึ่งๆนี่ ยาวนานมาก ถ้าเราเอาคนคนเดียวที่เกิดแล้วตาย ทิ้งกองกระดูกไว้, เราเอาโครงกระดูกที่เขาทิ้งไว้ในแต่ละชาติๆมารวมกัน จนปริมาณของกองกระดูกนั้นกองใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ระยะเวลาที่เรียกว่า 1 กับป์เนี่ยคือ ระยะเวลาที่กองกระดูกนี้ค่อยๆใหญ่ขึ้นๆ จนขนาดเท่ากับ ภูเขาไวบูลย์บรรพต กัปป์หนึ่งก็ยังไม่หมดดี ระยะเวลาที่กองกระดูก ของคนที่ตายแล้วคนเดียวนะเท่ากับภูเขานี่ กัปป์หนึ่งๆ เท่านั้นนะไม่ใช่ร้อยกัปป์ พันก้ปป์นะ กัปป์เดียวเลย เราเทียวเกิดเทียวแก่เทียวเจ็บเทียวตายอยู่นี้ นานแสนนาน ไม่ใช่ปีนึง 2ปี 3ปี 4ปี 10ปี 20ปี 30ปี ไม่ใช่อย่างนั้น มันนานกว่านั้น นานจนแผ่นดินสูงขึ้นโยชน์นึงเอานะ ก็ไม่พ้นทุกข์ได้เพราะอะไร?

ก็เพราะไม่ได้ปฏิบัติธรรม เมื่อไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็หนีจากทุกข์ไม่ได้ ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะทุกข์อันนี้ มันเป็นอย่างนั้น, คนเกิดมานี้ที่จะไปสวรรค์ก็แสนยาก แต่ไปนรกหรือไปสู่ภูมิอันต่ำมากมาย เหมือนโคตัวหนึ่งมีขนเต็มตัว มีเขา สองเขา, จำนวนของคนที่ไปสวรรค์เท่ากับ เขาวัวสองเขานั้นแหละ, จำนวนคนที่ไปนรก ไปกำเนิดเดรัจฉาน เปรต อสุรกายเท่ากับจำนวนของขนโค มันมากมายผิดกัน, เราท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนานแสนนาน ไปสู่นรกไปสู่ภูมิอันต่ำมากมายก่ายกองนานแสนนาน ด้วยเหตุนี้

ปฏิบัติธรรม คือไม่ประมาท

เราท่านทั้งหลาย ท่านที่ได้มาปฏิบัติชื่อว่าท่านเป็นผู้ไม่ประมาทเมื่อไม่ประมาทก็เหมือนคนที่ว่ามีชีวิตอยู่ ถ้าผู้ประมาทแล้วก็เหมือนคนที่ตายแล้วมีทุกข์ร่ำไป มีทุกข์นานแสนนาน การปฏิบัติธรรมนี้เป็นประโยชน์แก่เราเอง นอกจากเป็นประโยชน์แก่เราแล้ว ก็เป็นประโยชน์แก่คนอื่นด้วย ถ้าเราปฏิบัติเราเห็นมรรคเห็นผล เราได้บรรลุมรรคผลในพระพุทธศาสนา เราก็สามารถบอกสอนคนอื่นให้ปฏิบัติตามได้ หรือว่าเราจะทำเป็นตัวอย่างแก่ลูกแก่หลานก็ได้ ลูกหลานที่เกิดมาภายหลังเห็นย่าเห็นยายทำความดีอย่างนี้ ไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนาทุกวัน ลูกหลานก็ทำตาม, ลูกหลานนั้นก็จะเป็นผู้ที่บอกสอนง่าย จะทำอะไรก็ดีไปหมด ไม่ลำบากใจ เพราะเราเป็นตัวอย่าง เราเป็นตัวอย่างแก่ลูกแก่หลาน

แต่ในทางตรงข้ามถ้าเราไปกินเหล้าเมาเบียร์หรือผิดลูกผิดเมียคนอื่น มันก็เท่ากับว่าเรานี่ทำตัวอย่างไม่ดีให้ลูกให้หลานดู ลูกหลานเค้าจะเอาตัวอย่างอะไรล่ะ เค้าก็เอาตัวอย่างเราทำนั้นแหละ เราทำยังไงไว้เราก็ได้รับผลอย่างนั้น ผลเป็นความทุกข์แก่เรา และเป็นทุกข์แก่ลูกแก่หลาน เราเทียวบ่นว่าลูกหลานบอกไม่ได้ ใช้ไม่ฟัง ไม่เชื่อฟังตั้งอยู่ในโอวาท สอนยังไงก็ไม่เอา สอนยังไงก็ไม่ปฏิบัติตาม อันนี้เป็นผลเกิดมาจากกรรมของเรา เราทำไม่ถูกต้องเราทำไม่ดี เมื่อเราทำไม่ถูกต้องเราทำไม่ดี บาปอกุศลนั้นมันก็วนเวียนต่อไปถึงลูกหลาน เศษบาปเศษกรรมเศษผลอกุศลที่ทำไว้นั้น ลูกเต้าลูกหลานก็ไม่เชื่อฟัง ไม่ตั้งอยู่ในโอวาท หรือถ้าเรากินเหล้าเมาเบียร์อยู่ทุกวันๆ เราจะบอกลูกหลานว่าอย่ากินนะ เค้าก็ไม่เชื่อฟังเพราะเห็นเรากินอยู่ สิ่งไหนก็ตามที่เราทำ ก็เป็นตัวอย่างแก่ลูกทั้งนั้น เป็นตัวอย่างแก่หลานทั้งนั้น เป็นตัวอย่างแก่เพื่อนฝูงมิตรสหายทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นการที่มาปฏิบัติธรรมมันเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นการเดินทางเข้าสู่มรรคมีองค์แปด เป็นทางดำเนินไปสู่เพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากความทุกข์ในวัฎสงสาร มรรคแปดนี้มีสัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ เห็นอะไรชอบ? เห็นความเกิด เห็นความแก่ เห็นความเจ็บ เห็นความตาย เห็นความโศกเศร้าเสียใจพิไรรำพัน เห็นการกลุ้มอกกลุ้มใจตีอกชกตัว เห็นความทุกข์เหล่านี้ว่าเป็นทุกข์ร่ำไป เป็นทุกข์ตลอดกาล เราเห็นทุกข์อย่างนี้แล้วเราก็เบื่อหน่าย, เห็นความเกิดเป็นทุกข์เราก็เบื่อหน่าย, เห็นความแก่เป็นทุกข์เราก็เบื่อหน่าย, เห็นความตายเป็นทุกข์เราก็เบื่อหน่าย นี่เราเห็นทุกข์เห็นโทษเห็นการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้น, ถ้ามีพี่น้อง บางทีพี่ตายบ้าง บางทีน้องตายบ้าง แม่ตายบ้าง พ่อตายบ้าง คนนั้นตาย คนนี้ตาย เราเห็นอยู่ แต่ทำไมเราถึงไม่หลุดพ้นล่ะ? เราเห็นอยู่ แต่เห็นด้วยตาเนื้อเฉยๆ ไม่ได้เห็นด้วยตาใน ตาในคือใจของเรามันไม่เห็น

ใจเห็นทุกข์ ใจจึงพ้นทุกข์ได้

ถ้าใจของเรามองเห็นความทุกข์เหล่านั้น ใจของเรานี้แหละจะพ้นจากความทุกข์, ใจของเรานี้แหละจะดำเนินให้ถึงความหลุดพ้นจากกองทุกข์ไปได้, ตาใจที่จะเกิดขึ้นได้นั้นต้องบำเพ็ญ บำเพ็ญจิตให้เข้าถึงถึงความเป็นสมาธิจึงจะเกิดปัญญารู้เห็นเรียกว่า “สัมมาทิฐิ” ปัญญารู้เห็น เห็นชอบ เห็นถูก เห็นดี เห็นงาม ตาเรานี่แหละตาใจของเรานี่แหละจะเห็น, เห็นโทษ เห็นทุกข์เห็นความเกิดแก่เจ็บตายเป็นของทุกข์ยากลำบากใจ เป็นของจบไม่เป็น เรียกว่าจบไม่ลง มันมีอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป

ทีนี้เรามาหัดฝึกหัดใจของเราที่มันไม่สงบให้มันสงบ ใจของเราไม่รู้แจ้งให้มันรู้แจ้ง ใจของเราไม่เห็นชัดให้มันเห็นชัด ทำไงใจเราถึงจะรู้แจ้ง? ก็กำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก เรากำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออกนี่ จิตของเราก็เป็นสมาธิ เมื่อเป็นสมาธิเราพิจารณาถึงความเกิดความแก่ความเจ็บความตายที่มีอยู่กับเรานี้ หรือว่าญาติของเรา พี่น้องของเรา พ่อแม่ของเรา เราเห็น เราเห็นความเกิดความแก่ความเจ็บความตายอย่างนี้เป็นกองทุกข์อันใหญ่ที่เราจะต้องแก้ไขปรับปรุง อย่างนี้แหละ เมื่อเราเห็นชัดด้วยใจของเราแล้ว ใจของเราก็จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายความยินดีในการเวียนว่ายตายเกิด ก็จะเห็นโทษของกามทุกข์นี้ ในโลกนี้ โลกอันเป็นวัฏฏะวน อันเป็นกามภพอันนี้ เราก็จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายความยินดีจะเห็นอัตเห็นธรรมของพระพุทธเจ้า เมื่อตาในเกิดขึ้นแล้วก็เห็น เห็นความจริงในอริยสัจจ์ธรรม คือเห็นทุกข์ เห็นเหตุเกิดทุกข์ เห็นความดับทุกข์ เห็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ปัญญาเกิดขึ้น

ต้องมีสมาธิก่อน จึงเห็นถูกต้อง

แต่ปัญญาจะเกิดขึ้นได้นี้ต้องหัดสมาธิก่อนเรียกว่า “สัมมาสมาธิ” หัดสัมมาสมาธิให้ดีคอยกำหนดลมหายใจเข้า คอยกำหนดลมหายใจออก คอยมันอยู่อย่างนี้แหละ คอยหัด คอยฝึก คอยทำ ค่อยปฏิบัติค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องอะไร เอาให้ไปตามเรื่องของมันแหละ คอยดูว่าใจของเราอยู่กับลมมั้ย? ถ้ามันไม่อยู่กับลมเราจะทำยังไง? เราก็คอยฝึกหัดเอา เราก็จะรู้ขึ้นมาว่า อ่อ ทำอย่างนี้จึงถูก ทำอย่างนี้ไม่ถูก เราก็จะรู้ เมื่อเรารู้ว่าอันนี้ถูก เราคอยทำไปปฏิบัติไปทุกวัน ๆ วันละห้านาที สิบนาทีทุกวัน คอยดูไป คอยดูใจของเราไป แผ่เมตตาไป อะไรก็จะดีขึ้นหมดเลย เพราะจิตเราเป็นสมาธิ เราหัดเราฝึกเราทำถูกต้อง มันก็เกิดสมาธิเกิดมรรคเกิดผลขึ้นมา เป็นสมาธิแล้ว ปัญญามันก็เกิด คือปัญญาสัมมาทิฐิมันก็เกิด เมื่อปัญญาสัมมาทิฐิเกิด ศีลมันก็เกิด สมาธิมรรคผลนิพพานอะไรต่างๆ มันก็เกิดขึ้นมากมายเลยแบบนี้

ขอให้เราตั้งใจปฏิบัติอย่าท้อถอยว่ามันเป็นความเหนื่อยยากลำบากเหลือเกินที่จะต้องทนทุกข์ทรมาน เราคอยดูซิว่าคนทำงาน คนบ้านนอกบ้านป่านี่เค้าทำงานทำการ ไม่ได้อยู่ในร่มไม้ชายคาเลย ตากแดดตากลมหรือฝนตกก็ไม่หยุด ทำงานอย่างนั้นตลอด ทำนั้นทำนี้ทำโน่นหน้าดำคร่ำเครียดไม่มีความสุขความสบายเลย อันนี้เรามีความสุขความสบายเย็นใจเย็นกาย กายก็เย็น ใจก็เย็น ใจเป็นสมาธิใจก็เย็นใจก็สบายใจก็เป็นสุข ส่วนกายก็เย็นสบายไม่เดือดร้อนนั่งอยู่ในร่มในห้องแอร์ในห้องพัดลม ให้คิดดูชาวไร่ชาวนาเค้าไม่ได้นั่งอยู่ในที่สุขสบายอย่างพวกเรา พวกเรานี้ที่นั่งก็มี ที่นั่งอย่างดีอะไรอย่างดีหมดทุกอย่าง อากาศก็ปรับเปลี่ยนให้ดีพอเหมาะพอควรแก่อุณหภูมิแก่ความเป็นอยู่ของพวกเรา นี้แหละเรามีสุขขนาดนี้แล้ว

ถ้าเรายังไม่ได้มรรคผลนิพพาน เรายังไม่ได้ความดีที่ควรจะได้จะถึง มันจะเสียโอกาสเสียเวลาเสียความเกิดมาเป็นคน เกิดมาเป็นคนแล้วเห็นพระพุทธศาสนาอยู่ แต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาเลย ไม่ได้บำเพ็ญทานเลย ไม่ได้บำเพ็ญศีลเลย ไม่ได้บำเพ็ญภาวนาเลย คนที่ไม่ได้ทำซักอย่าง ทานก็ไม่เคยให้ ศีลก็ไม่รักษา ภาวนาก็ไม่ได้ปฏิบัติ คนคนนั้นจะเอาอะไรเป็นที่พึ่ง จะเอาอะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยว จะเอาอะไรเป็นที่ทำให้ใจนี้เจริญก้าวหน้า ลองคิดถึงอนาคตคนคนนี้ว่าจะเป็นยังไงลองพิจารณาดูให้ดี

เราตอนนี้ อยู่สบายในขณะนี้ ทำจิตให้สงบได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นยอดแล้ว แล้วถ้าเราทำจิตของเราให้ดีขึ้นไปกว่านี้ เราเห็นทุกข์ เห็นสมุทัย เห็นนิโรธ เห็นมรรค เห็นความแจ่มแจ้งขึ้นมาในใจของเราว่า อันนี้ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ไม่เข้าไปเกาะเกี่ยวข้องแวะ เราทำอย่างนี้เรื่อยไป เราเห็นโทษเห็นทุกข์เห็นความเวียนว่ายตายเกิด เห็นความไม่ดีไม่งามทั้งหลาย เราเห็นหมด เราก็ต้องเบื่อหน่าย เมื่อเราเบื่อหน่ายในความเกิด เบื่อหน่ายในความแก่ เบื่อหน่ายในความเจ็บ เบื่อหน่ายในความตาย เบื่อหน่ายในความพลัดพรากจากจร เบื่อหน่ายในความหมุนเวียนไปในวัฏฏสงสาร เห็นโทษเห็นทุกข์ของวัฏฏะอันนี้ มันร้อนแรงร้ายแรงอย่างนี้ เราเห็นชัด เราเห็นดีเห็นงาม เราก็สามารถที่จะทำใจของเรานี้ให้สูงส่งขึ้นมา ให้ถึงความสุขความเจริญ ให้ถึงความดีงาม ให้ถึงความก้าวหน้า ให้ถึงมรรคถึงผล ให้ถึงพระนิพพาน ให้ถึงความพ้นโทษอย่างแท้จริง

ตั้งใจปฏิบัติ อย่าหมดกำลังใจ

เราสามารถทำได้เราสามารถปฏิบัติได้ เพราะเรามีชีวิตอยู่นี้ปฏิบัติธรรมได้ ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ ดำเนินชีวิตให้ก้าวหน้าไปได้ ให้เราเข้าถึงธรรมให้ได้ เราต้องทำเราต้องปฏิบัติ เราต้องให้ถึงอรรถถึงธรรม ให้มีมรรคให้มีผลขึ้นมาในตัวของเรา เรามีชีวิตอยู่นี้เรามีโชคดีแล้ว ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้มาพบสิ่งที่ดีงามและได้มาพบครูบาอาจารย์ที่เทศนาสั่งสอนอบรมให้สามารถปฏิบัติได้บำเพ็ญได้ ให้ความเกื้อหนุนทุกอย่างเพื่อความเจริญในทางจิตใจแก่ทุกคน เรามาเจอแล้ว เราอย่าถอย เราอย่าท้อ เราอย่าหมดกำลังใจ ตั้งใจปฏิบัติ เท่านี้มันไม่เท่าไหร่ ยิ่งกว่านี้เราก็สู้ จิตใจเราต้องเข้มแข็ง เราจะเห็นว่า โอ้ย! มานั่งทั้งวันเลยเจ็ดวันนี่ขาเราคงจะเหยียดไม่ออกล่ะ, หรือว่าคงจะเป็นเหน็บชา หรืออะไรทำนองนี้ เราอย่าไปคิด ให้คิดว่าเรากำลังทำความดีอันยิ่งใหญ่แก่ชีวิตของเรา เรากำลังทำสิ่งที่ดีงามให้กับชีวิตของเรา เราทำสิ่งประเสริฐให้กับชีวิตของเรา เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารนับภพนับชาตินับกัปป์นับกัลป์ไม่ถ้วน เราก็ไม่ได้โอกาสอย่างนี้ นี้เป็นโอกาสดีของเรา เราจะต้องทำจะต้องให้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ในความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา เราทำให้มันเกิดให้มันมีขึ้นมา ผู้อื่นคนอื่นถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าสอนไม่ได้เลย

คำสอนของพระพุทธเจ้า ใช้ได้ผลจริง

พระบาลีที่ว่า สัตถาเทวามนุสสานัง แปลว่า พระพุทธเจ้าเป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้สอนมนุษย์ก็ได้ เป็นผู้สอนเทวดาก็ได้ สอนได้หมด คำสอนของพระพุทธเจ้านี้เทพเทวดาก็ปฏิบัติได้ เทพเทวดาปฏิบัติได้ก็บรรลุมรรคผลได้เหมือนกัน มนุษย์ปฏิบัติได้ก็ได้บรรลุมรรคผลเหมือนกัน หนีพ้นจากกองทุกข์ได้เหมือนกัน ให้ตั้งใจให้คิดอย่างนี้เพื่อให้ทำอย่างนี้ อย่าท้อถอย อย่าหมดกำลังใจ อย่าไปคิดว่า โถ่! นั่งทรมานอย่างนี้ทั้งวันเลย อะไรอย่างนี้อย่าไปคิด

ให้คิดว่าเราเกิดมาชาติเนี้ยมันประเสริฐแล้ว เรานี้ ประเสริฐแล้ว ดีแล้ว เราได้โอกาสดีที่สุดแล้ว ในการที่จะชำระจิตของเราให้บริสุทธิ์ แต่ถ้าจิตของเรายังไม่บริสุทธิ์ ยังไม่มีมรรคมีผลเลย ยังไม่มีโสดาบันเลย ยังไม่มีสกิทาคาเลย ยังไม่มีอนาคามีเลย ยังไม่มีอรหันต์เลยอันนี้เป็นจิตว่างเปล่า เป็นโมฆะบุรุษ คือเป็นบุรุษหรือเป็นคนที่ยังไม่มีคุณค่าอะไรเลยถ้าไม่ได้มรรคได้ผล เสียชาติที่เกิดมา เราจะท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี้อีกนานเท่าไหร่กว่าจะได้พบพระพุทธเจ้าอีก กว่าจะได้ฟังคำสอนอีก กว่าจะได้พบพระสงฆ์องค์เจ้าในอนาคตอีก เราจะทำยังไง เราจะเจอยังไง เราจะพบยังไง เราจะเห็นได้ยังไง เราคิดว่า เออ ชาตินี้มันแก่แล้ว มันเฒ่าแล้ว มันปฏิบัติไม่ได้หรอก เอาชาติหน้าเถอะ แล้วถ้าชาติหน้าไปเป็นเปรตล่ะจะทำยังไง? 92 กัปป์ น่ะ อายุเปรตน่ะ

เปรต คอยส่วนบุญหลายกัปป์

อันนี้มีระบุในเรื่องของพระเจ้าพิมพิสารที่เป็นพระโสดาบัน คือญาติในอดีตชาติของพระเจ้าพิมพิสารที่เป็นเปรต พบพระพุทธศาสนามานับครั้งนับหนไม่ถ้วน มีแต่ไปถามว่าเมื่อไหร่จึงได้ส่วนบุญส่วนกุศล เมื่อไหร่ถึงจะพ้นจากทุกข์ พระพุทธเจ้าเหล่านั้นก็บอกว่าให้คอยต่อไปอีก ก็คอยมาผ่านพระพุทธเจ้ามาหลายพระองค์ จึงมาถึงศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสัปปะ จึงเข้าไปถามว่า เมื่อไหร่หนอพวกข้าพระองค์จึงจะได้พบญาติ จึงจะได้บุญจากญาติคือ พระเจ้าพิมพิสาร ทำไงถึงจะได้บุญจากญาติ กว่าจะได้บุญจากญาตินี่ก็ลำบากเหมือนกันนะ

ต้องรอมาอีก พอพระพุทธเจ้ากัสสัปปะ บอกว่า พอถึงศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ที่ทรงพระนามว่า โคตมะ หรือ โคดม หรือพระพุทธเจ้าของเรานี้ เท่านั้นแหละ โอ๊ย ดีอกดีใจว่า ใกล้เข้ามาแล้ว พรุ่งนี้เราก็จะได้รับผลบุญผลกุศลพ้นจากทุกข์แล้วหนอ นั่นคือเปรตรู้สึกไปเองว่าพรุ่งนี้ แต่จริงๆต้องรอไปอีก จนกว่าพระพุทธเจ้าโคดมมาตรัสรู้, ต่อมาอีก พอพระเจ้าพิมพิสารได้รับมุรธาภิเษก ได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ได้พบพระพุทธเจ้าโคดมแล้ว ได้ทำบุญกับพระพุทธเจ้า ได้ถวายภัตตาหาร ได้ถวายที่ดินคือสวนไผ่ให้เป็นวัด ได้ถวายผ้าไตรจีวรแล้ว ญาติทั้งหลายเหล่านั้นก็ เลยพ้นทุกข์หมดเลย นี่แหละกว่าเปรตเหล่านั้นจะได้บุญก็รอตั้ง 92กัปป์! ดูซิ 92กัปป์นี่มันนานเท่าไหร่ รอทรมานมานานแสนนาน เราอย่าคิดว่า อู๊ย ชาตินี้เราแก่แล้ว อายุมากแล้ว ไปฝึกปฏิบัตินี่มันก็ไม่จำเป็นหรอก ชาติหน้าดีกว่า เราอย่าคิดอย่างนั้น ถ้าเราไปตกต่ำ ตั้งหลายกัปป์หลายกัลป์ เราก็ยังไม่พบพระพุทธเจ้าเลย อย่างนี้เราจะหาโชคหาลาภหาความดีงามได้อย่างไร น่าเสียใจที่สุดในโลกเลย

ที่ญาติในอดีตชาติของพระเจ้าพิมพิสารนั้นไปเกิดเป็นเปรตก็เพราะไปกินของสงฆ์ ลักกินของสงฆ์แล้วไม่ได้คืนให้ และไม่ได้ทำบุญไว้เลย เลยต้องมารับกรรมเป็นเปรตอย่างนี้, ในอดีตชาตินั้น พระเจ้าพิมพิสารเกิดเป็นอะไรล่ะ? เกิดเป็นเสมียน เป็นขุนคลัง จ่ายเงินไปเป็นค่าอาหารการกิน เลี้ยงดูพระเจ้าพระสงฆ์ โดยให้ญาติพี่น้องของตน จำนวนมากเหมือนกันล่ะ เป็นผู้ดำเนินงาน ช่วยทำอาหารการครัว ครั้งแรกก็ดีหรอก ก็ไม่คิดว่าจะมีบาปมีโทษ ทีนี้พอ ลูกของ ญาติๆเหล่านั้นร้องไห้ ก็เอาอาหารให้กิน ให้กินก่อนพระ พอหลานร้องไห้ก็เอาให้กิน หรือตัวเองหิวก็กินเลย กินก่อนพระไปเลยอย่างนี้ บาปกรรมอันนั้นเกิดขึ้น พอตายไปแล้วก็ไปตกนรก พ้นจากนรกก็มาเกิดเป็นเปรต

ให้คิดดูซิว่าไปตกนรกมันนานแสนนานแค่ไหน แล้วมาเป็นเปรตอีกตั้ง 92กัปป์ จึงได้พ้นจากทุกข์ ก็เพราะผู้เป็นขุนคลัง ผู้เป็นเสมียนตราในชาติก่อนนู้น ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ คือเป็นพระเจ้าพิมพิสารในชาติปัจจุบันนั้น แล้วพบพุทธศาสนา ได้พบพระพุทธเจ้าของเราคือ พระสมณะโคดม หรือเจ้าชายสิทธัตถะนั้นแหละ ได้มาพบแล้ว ได้ทำบุญได้สร้างกุศลทำความดี แล้วได้รับคำแนะนำจาก พระพุทธเจ้า ให้อุทิศส่วนกุศลให้ เปรตเหล่านั้นจึงได้พ้นจากทุกข์ อันนี้มันนานแสนนาน น่าสลดใจ น่าเบื่อหน่าย

ดูซิการแค่ลักของกินนี้มันไม่ได้มากมายอะไร เป็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้บาปกรรมเพียงเล็กน้อยเท่านั้นยังต้องรับผลของกรรมกรรมอยู่ในนรกตั้งนานแสนนาน พ้นจากนรกแล้วยังมาเป็นเปรตอีกนานแสนนานกว่าจะได้พบพระพุทธศาสนากว่าจะได้พ้นจากทุกข์ พ้นจากทุกข์แล้วต่อนี้ก็มาเป็นเทพเป็นเทวดาอยู่สวรรค์ หรืออาจจะมาฟังเทศน์อย่างนี้ก็อาจจะเป็นได้ ไม่แน่เพราะเราไม่เห็น เพราะเทวดาเป็นกายทิพย์ เป็นอทิสมานกาย คือกายละเอียด ตาเนื้อนี้ไม่สามารถเห็นได้ นอกจากตาใจคือตาทิพย์ ตาข้างใน ตาที่ได้มรรคได้ผลแล้ว มันถึงจะเห็น ถึงจะรู้ ถึงจะได้รู้นี้เป็นเปรต นี้เป็นเทวดา อันนี้เป็นยักษ์ เป็นมารอะไรต่างๆ

ตาเห็นธรรม คือตาที่เห็นทุกข์

ตาธรรมดาของเราไม่เห็นอะไรหรอก เห็นแต่ข้างหน้า เห็นแค่มองดูนั่นดูนี่ไปธรรมดา นี้เป็นตาไม่เห็นธรรม แต่ตาเห็นธรรมนี่คือ “เห็นทุกข์” เห็นความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ มันมีทำตัวเรานี้ เรานี่ก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารนี่มานานเท่าไหร่แล้วเราก็รู้ไม่ได้เลยว่าเราเกิดมากี่ภพกี่ชาติแล้ว อย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้นให้คิดดู พิจารณาดูว่าเราเกิดมาชาตินี้ภพนี้ เราจะต้องทำความดีให้ได้ จะเหนื่อยยากลำบากปานใดก็จะทำ จะพยายามสั่งสมคุณงามความดีให้มีดวงตาเห็นธรรมพ้นจากทุกข์ให้ได้ อาตมาดีใจ๊ ดีใจ ที่น้องชายก็มาปฏิบัติธรรมด้วย ไม่เคยคิดว่าน้องชายจะมาปฏิบัติธรรมเพราะเป็นคนทำมาค้าขาย ไม่ได้มีช่วงเวลาหยุดเหมือนคนที่ทำไร่ทำนา ที่เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จก็ยังมีเวลาว่างบ้าง แต่นี้ค้าขายอยู่ หาเวลามาปฏิบัติธรรมได้ยาก แต่ก็ยังปลีกเวลามาปฏิบัติธรรมด้วย อาตมานี้น้ำตาซึมเลย อาตมาดีใจมากที่น้องชายได้มาปฏิบัติ จริงๆแล้วก็อยากให้ทุกคนได้มาปฏิบัติ เพราะต้องการโปรดเอาน้อง โปรดเอาพี่ อยากโปรดเอาญาติ เอาโยม เอาทุกคนให้ได้มรรคได้ผล ได้เห็นอรรถเห็นธรรมของพระพุทธเจ้าด้วยกัน

นี่แหละญาติโยมทั้งหลายรักกัน ต้องชวนกันเข้าปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบจึงถูก ถ้าชวนกันเข้าปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนี้แน่นอนเลยเป็นการ รักจริง รักไม่เหลวไหล, ผัวมาได้, เมียมาได้, ลูกเต้าก็ต้องมาได้ ดึงกันมา มาปฏิบัติธรรม มาทำความพากความเพียร มากำหนดลมหายใจเข้า-ออก ให้จิตสงบเป็นสมาธิ ให้มีมรรคมีผลขึ้นมา

อดทน เพื่อมรรคผลนิพพาน

ขอให้ญาติโยมทั้งหลายทุกท่านทุกคนที่ตั้งใจมาปฏิบัตินี้ ให้พยายามทำ, เจ็บเหนื่อยเมื่อยปวดอะไรต่างๆ ไม่เป็นไร ยามีอยู่ นวดเอา ถ้ามันเจ็บมากก็นวดเอา เอายานวด นวดขา ให้มันหล่นไปเหมือนขาปู คือขาปูเนี่ยถ้ามันหล่นไป มันก็เกิดขึ้นมาใหม่ได้ อันนี้ขาเรามันไม่หล่นหรอก ไม่หล่นเหมือนขาปูเหมือนขาอย่างอื่นหรอก มันก็อยู่อย่างนี้แหละก็นั่งไป ถ้ามันจะปานนั้นจริงๆ ก็ให้มันหลุดดู เราจะได้รู้ว่าขาเรานี่มันจะพาเราไปสวรรค์หรือพาเราไปนรก ขาของเรานี่มันเป็นยังไง มันทำไมเจ็บ ทำไมปวด ทำไมเป็นอย่างนี้ ทำไมเป็นอย่างนั้น ให้ดูซิว่ามันเป็นของเรามั้ย หรือว่ามันไม่เป็นของเรา

ถ้าเป็นของเรา เราต้องบอก ฟัง เชื่อฟังตั้งอยู่ในโอวาทเราซิ ถ้าเป็นของเราจริงๆ แต่นี่มันไม่ตั้งอยู่ในโอวาทของเราเลย มันอยากปวดมันก็ปวด มันอยากเจ็บมันก็เจ็บ เจ็บแข้งเจ็บขาเจ็บก้นเจ็บอะไรต่างๆ เหล่านี้ เราอย่าไปท้อใจเราอย่าไปสนใจกับมันมากเลย อย่าไปให้ความสำคัญกับมัน แต่ให้ความสำคัญว่า เราทำไงเราถึงจะได้มรรคได้ผลได้พระนิพพานขึ้นมา ทำไงถึงจะได้ความสุขความเจริญ ทำไงถึงจะได้มรรคได้ผลได้พระนิพพานขึ้นมาในใจ

อาตมานี่อยากให้ญาติโยมมีความอดความทน อยากให้ญาติโยมทุกคนตั้งใจปฏิบัติให้เต็มที่ ยากง่ายอย่างไรก็ให้ปฏิบัติ ให้กระทำให้บำเพ็ญความพากความเพียรความอดความทน มันเป็นการดำเนินตามมรรคมีองค์แปด ศีลเราก็มีแล้ว สมาธิแล้วก็กำลังฝึกหัดอยู่ ปัญญาเราก็คอยรู้ คอยพิจารณาอยู่นี่แหละ

ในที่สุดเราก็จะเห็นว่า ขาก็ดี ตัวก็ดี แขนก็ดี หัวก็ดี ศีรษะก็ดี ปากก็ดี ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือ ใจเรานี้ก็ดี มีแต่ของเสื่อมของไม่เที่ยงของเป็นทุกข์ เป็นอนันตาหมดทั้งสิ้น ไม่มีอะไรที่จะเข้าไปยึดถือว่า อันนี้คือของเรา อันนี้คือตัวตนของเรา อันนี้คือร่างกายของเรา มันไม่เที่ยงหรอก มันไม่อยู่กับเราหรอก อย่างว่าตาของเรานี้ เราว่าตาของเรา แต่มันก็บอกไม่ฟัง ตาบางทีมันก็เจ็บทั้งๆที่เราไม่ต้องการให้มันเจ็บ หรือบางทีน้ำตาก็ไหลอยู่เรื่อยๆ มันไม่ฟังเราเลย นั้นแหละมันไม่เป็นของเรา หรือถ้าตามันจะบอด มันก็บอดของมัน มันก็เป็นอย่างนั้น ถึงแม้เราจะไปลอกตาออกหรือรักษาอย่างไรก็ตาม บางทีลอกไปลอกมา หมอทำผิดพลาดตาบอดไปเลยอย่างนี้ก็มี

เป็นอริยะได้ เพราะปฏิบัติธรรม

เพราะฉะนั้นเราต้องปฏิบัติ เราต้องบำเพ็ญคุณงามความดี ให้มันเกิดมรรคเกิดผล ให้มีดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นในใจเรา เราจะย่นวัฏฏสงสารเข้าไปได้ คนเราควรจะเกิด อีก 7 ชาติเป็นอย่างช้า ถ้าเราได้เป็นพระโสดาบันแล้ว เราเกิด 7 ชาติเท่านั้นเป็นอย่างช้า จากนั้นเราจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่เราไม่จำเป็นต้องรอถึง 7 ชาติหรอกถ้าตั้งใจปฏิบัติชาติเดียวนี้ก็สามารถบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ได้เหมือนกัน พ้นจากทุกข์ได้เหมือนกัน

ขอให้ทุกท่านทุกคนคิดว่าการเกิดมาครั้งนี้ เป็นผู้เกิดมาโชคดีที่สุดที่ได้ปฏิบัติธรรมะ ที่ได้ปฏิบัติตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์ที่อรรถาธิบายขยายความคำสอนของพระพุทธเจ้าของเรา ให้ญาติโยม สาธุชนทั้งหลาย หรือผู้หลีกเร้นทั้งหลายได้ปฏิบัติกันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างเต็มที่เลย ขอให้ทุกคนได้ดวงตาเห็นธรรม ได้เป็นพระโสดาบัน ได้เป็นพระสกิทาคามี ได้เป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ ให้ได้เป็น ทำไมถึงจะเป็นได้ละ? เป็นได้ซิ เพราะว่ามีการปฏิบัติ

ถ้ามีการปฏิบัติแล้วเป็นไปได้ ถ้าไม่มีการปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าปฏิบัติแล้วต้องเป็นไปได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะอย่างไร เราจะนอนอยู่ก็ตาม นั่งอยู่ก็ตาม เดินอยู่ก็ตาม ทำงานอยู่ก็ตาม ในท่ามกลางประชาชนก็ตาม ที่ไหนก็ตาม ถ้าเวลามันจะบรรลุมันบรรลุขึ้นมาเลย มันสว่างไสวโลกธาตุอันนี้ไม่มีอะไรจะสว่างไสวทั่วไปเหมือนกันบรรลุมรรคผลเลย ถ้าเราบรรลุมรรคผลนี้มันสว่างไสวเจิดจ้าไปหมดทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรปิดบังได้เลย มันรู้มันเห็นมันเข้าใจไปหมด มันดีไปหมดนั้นแหละ ขอให้คิดว่าการที่เรามาคราวนี้เราต้องเอาให้ได้ มันจะยากง่ายปานใดก็ตาม ให้ตั้งใจปฏิบัติอย่างเต็มที่เต็มทาง เต็มความสามารถของเรา ตายเป็นตาย ยังเป็นยัง คำว่าถอยนี่ไม่มี ไม่มีในหัวใจเลย มีแต่จะปฏิบัติให้ได้มรรค ได้ผล ให้ได้

ทำความพากความเพียรกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกให้จิตสงบให้ได้ ให้สามารถพิจารณาให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาให้ได้ นี้แหละ คือทางที่จะให้พ้นจากความทุกข์หรือการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร เกิดชาติหนึ่งๆ ทุกข์กี่อย่างๆ เราได้พบหมด เราได้เจอหมด เราได้เห็นหมด เราได้ทนทุกข์ทรมานตามการเกิดของเรา เกิดขึ้นมาเป็นคนไม่ใช่ว่ามันจะมีสุขสมบูรณ์ตลอดไปเหมือนเทพเทวดา มันไม่ได้สุขสมบูรณ์อย่างนั้น มันมีทุกข์อยู่ด้วย ทุกข์กายบ้าง ทุกข์ใจบ้าง เพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น เพราะราคะ โทสะ โมหะ โลภ โกรธ หลงมันมีอยู่ในหัวใจของเรา

ปฏิบัติธรรม เพื่อพ้นกิเลส

กิเลสนั้นแหละมันเข้ามาบังคับใจของเราให้คิดดีบ้าง ให้คิดชั่วบ้าง ให้คิดเป็นบาปเป็นกรรมบ้างอะไรต่างๆ ทำด้วยกาย ทำด้วยวาจา ทำด้วยใจ มันทำชั่วไปได้เพราะอำนาจของกิเลส กิเลสคืออะไร?..คือความโลภ กิเลสคืออะไร?..คือความโกรธ กิเลสคืออะไร?..คือความหลง กิเลสความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้แหละมันเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราต้องไปไหม้ในอบายภูมิ ที่ทำให้เราต้องตกทุกข์ได้ยาก ที่ทำให้เราลำบากลำบนทนทุกข์ทรมาน ขอให้ท่านทั้งหลาย ท่านสาธุชนผู้หลีกเร้นทุกท่านทุกคนจงตั้งใจปฏิบัติ ให้หนีจากกองทุกข์ให้ได้ ให้พ้นทุกข์ให้ได้ อย่าท้อถอย อย่าว่า โอ๊ย มันเหนื่อยจริงๆ เลย หลวงพ่อมาเทศน์นี้ก็เทศน์นานไม่หยุดซะที เกือบชั่วโมงแล้วก็ยังไม่หยุดอะไรอย่างนี้ เราอย่าคิด ให้คิดว่านี่คือทางวิธีการที่หลวงพ่อกำลังทำให้พวกเราทั้งหลายพอใจในการปฏิบัติเหนื่อยยากขนาดไหนก็อดทนเอา ให้มันหนีจากความโลภได้ ให้มันหนีจากความโกรธได้ ให้มันหนีจากความหลงได้

คำว่า”โลภ”คืออะไร? คืออยากได้ในทางผิดเรียกว่า “โลภ” ถ้าอยากได้ให้ทางถูกไม่เรียกว่าโลภ ความโกรธคือความโมโหโทโสของเรานั้นแหละ นั้นแหละเรียกว่าความโกรธ กิเลสนั้นแหละทำให้โกรธ ตัวเราเองมันไม่โกรธหรอก มันไม่มีโกรธหรอก เห็นมั้ยคนตายแล้ว โกรธไม่เป็น โลภไม่เป็น หลงไม่เป็น ใจของเรานี่แหละ ใจของเราที่มีกิเลสจะให้โกรธให้โลภให้หลงให้อิจฉาริษยาให้ทำชั่วทำบาปอย่างนั้นอย่างนี้ ก็กิเลสนั้นแหละเป็นผู้ทำเป็นผู้บังคับใจเราให้ทำ

แต่ถ้าเราได้พ้นทุกข์แล้วเป็นพระโสดา พระสกิทา พระอนาคา เป็นพระอรหันต์แล้ว กิเลสนี้ไม่มี คำว่า “พระอรหันต์”เรารู้ความหมายมั้ยว่าหมายความว่าอะไร แปลว่าผู้ไม่มีกิเลส หรือผู้ไกลจากกิเลสเรียกว่า “พระอรหันต์” คำว่าอรหันต์คือผู้ไกลจากกิเลสไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีความโลภความโกรธความหลง ไม่มีความอิจฉาริษยานี่แหละมันเป็นอย่างนั้น ความโลภก็ไม่มีความโกรธก็ไม่มีความหลงก็ไม่มี เมื่อไม่มีกิเลสแล้วเราจะสุขหรือทุกข์ละ เราก็เป็นสุขอย่างเต็มที่ ท่านถึงว่า นิพพานัง ปรมัง สุขขัง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง มันเป็นอย่างนั้น ถ้าเราทำได้มันถึงพระนิพพานได้จริงๆ ทำไมมันจะถึงพระนิพพานได้ละ มันก็ได้ซิ เวลาเราปฏิบัติเราก็ทำใจของเราให้บริสุทธิ์หลุดพ้นน่ะ ทำใจของเราให้สงบแล้วมันก็เกิดปัญญา เมื่อมีปัญญาแล้ว วิชชามันก็เกิดขึ้น

เห็นโทษภัยในสังสารวัฏ

วิชชา ก็คือความรู้ทั่วถึงในทุกสิ่งทุกอย่างในตัวในตนในเราในเขามันรู้ชัดหมดเลย พอมันรู้ชัดอย่างนั้นแล้วมันก็หนีจากกองทุกข์ได้เท่านั้นเอง มันไม่มาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะวนอันนี้อีกต่อไป ทำยังไงเราถึงจะปฏิบัติให้ถึงความพ้นทุกข์ได้เล่า เราก็ทำอย่างนี้แหละ ทำอยู่อย่างนี้แหละทุกวัน คอยดูลมหายใจเข้าออกอยู่ทุกวัน คอยพิจารณาให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่ทุกวันในทุกเรื่องเลย

เห็นโทษของกิเลสทั้งหลาย เห็นโทษของความเกิด เห็นโทษของความแก่ เห็นโทษของความเจ็บ เห็นโทษของความตาย เห็นโทษของกิเลสทั้งหลายว่า ทำให้เรามีทุกข์อยู่ตลอดในวัฏฏสงสาร มันทำใหัเราตกทุกข์ได้มากเท่าไหร่ มันยิ่งดีใจ มันยิ่งพอใจ มันยิ่งเพลิดเพลินใจเพราะอะไร เพราะมันมีทุกข์ มันทำให้เกิดทุกข์ ในวัฏฏสงสาร มันทำให้เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้น ถ้ามันทำได้มันดีใจ กิเลสหน่ะมันดีใจกิเลสมันพอใจ, “กิเลส” คือ ความขุ่นมัวในหัวใจ ขุ่นมัวในเรื่องอะไรบ้าง ขุ่นมัวในความโลภ ขุ่นมัวในความโกรธ ขุ่นมัวในความหลง “หลง” คืออะไร หลงคือไม่รู้ความจริง ไม่รู้ของดี ไม่รู้ความดี ไม่รู้ความชั่ว ไม่รู้บาป ไม่รู้บุญ ไม่รู้ความสุข ไม่รู้ความทุกข์ มีแต่ต้องการให้เราทุกข์ท่าเดียว ให้ตกต่ำอยู่ท่าเดียว

จิตเป็นสมาธิแล้ว พิจารณากายเลย

เพราะฉะนั้นให้ตั้งใจปฏิบัติ ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติ สามารถกำหนดจิตของเราให้อยู่กับอารมณ์กรรมฐานให้ได้ อย่าท้อถอยว่าอันนี้มันก็กำหนดทั้งวันแล้วจะให้กำหนดอะไรอีก ก็กำหนดอยู่อย่างนั้นแหละ คอยรู้อยู่นั้นแหละ คอยรู้ลมนั้นแหละ ลมสั้นก็รู้ ลมยาวก็รู้ ลมออกยังไงก็รู้หมด เรารู้จนจิตของเรานี้ไม่คิดเรื่องอะไรเลยมันอยู่กับลมตลอดเวลา แล้วจึงเอาจิตที่สงบเป็นสมาธิอันนั้นมาพิจารณากายอันนี้ให้เห็นว่ากายของเรานี้ เต็มไปด้วยกองทุกข์หนอ เต็มไปด้วยกิเลสหนอ เต็มไปด้วยโรคด้วยความไม่ดีไม่งามหนอ เป็นความสกปรกโสโครกเป็นความเน่าความเหม็นอยู่ในตัวของเรา พิจารณาไปหมด พิจารณาเห็นว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เที่ยงไม่แท้แน่นอนอะไรเลย มันเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับเรา มันเป็นสิ่งที่น่าเกลียดที่สุดในโลก

เราก็ดูตัวกายของเรานี่มันเป็นความเน่าความเหม็นอยู่ตรงไหนบ้าง ตาก็เน่า หูก็เน่า ปากก็เน่า จมูกก็เน่า ร่างกายทั่วไปก็เน่า ทวารหนัก ทวารเบาก็เน่า มันเน่าเหม็นไปหมดทุกอย่างนั้นแหละ ยิ่งตายแล้วยิ่งเหม็นเห็นชัดเลยหนอนไต่ออกไต่เข้ายุบยับๆ ทวารทั้งเก้ามีแต่หมู่หนอนไต่ออกไต่เข้าอยู่อย่างนี้ เราก็ให้เห็นชัดลงไปว่า โอ้โห! มันปานนี้จริงๆ นะนี่ ถ้าว่ามีใครฉลาด มีใครซักคนหนึ่งไปตัดเอาเนื้อมาทอดให้เรากินคนละคำ เราจะกินลงได้มั้ย นี่แหละมันกินไม่ได้ เนื้อคน..คนไม่กิน เนื้อหมู..คนกิน เนื้อหมา..คนกิน คนที่เขากินหมาเค้าก็กิน แต่ว่าเนื้อคน คนไม่กิน ดูเข้ามาที่ตัวของเรานี่ ว่าตัวเรานี่เต็มไปด้วยความสกปรก โสโครก ปฏิกูล เน่าเหม็น ตายแล้วยิ่งเน่ายิ่งเหม็น ทดลองดูก็ได้ ไม่ใช้ให้ทดลองตาย แต่ทดลองไม่อาบน้ำ สัก 3 วัน 7 วัน มันก็เริ่มเหม็นเน่า ถ้าเราตายไปแล้วมันจะขนาดนั้น เราก็เห็นอยู่แล้วคนตายมันเน่าเหม็นขนาดนั้น

นั่นแหละให้พิจารณาลงไป ให้ไตร่ตรองลงไป นี่คือความไม่เที่ยงหนอ นี่คือความสกปรกโสโครกปฏิกูลหนอ นี่คือความเป็นทุกข์หนอ ทนอยู่ไม่ได้อย่างนี้ตลอดไป ต้องมีการเปลี่ยนแปลงหมุนเวียนอยู่ตลอด ตัวตนของเรานี้เป็นอย่างนี้ เป็นอนัตตาหนอ ไม่มีตัว ไม่มีตนไม่มีเราไม่มีเขาอยู่ในนี้เลย วางได้หมดทุกอย่าง ไม่ยึด ไม่มั่น ไม่สำคัญ ไม่หมายรู้ ดูแล้วปล่อยวาง พ้นจากทุกข์ ทุกผู้ ทุกคน ทุกรูป ทุกนาม เทอญ