test-mind-matters

ธรรมเทศนา หลวงพ่อ ดร.สะอาด ฐิโตภาโส วัดป่าดอนหายโศก
CD 05 ชื่อชุด สำคัญอยู่ที่ใจ: มี 12 tracks
Track 02 ชื่อเรื่อง สำคัญอยู่ที่ใจ

ตามรู้ลม อย่าตามความคิด

การทำสมาธิต้องมีสติอยู่ด้วย ต้องมีความพากความเพียรอยู่ด้วย การเข้าสมาธินั้นอย่าตามไปรู้จิตที่คิดนึกฟุ้งซ่านต่างๆ อย่าตามไปรู้ ถ้าได้สติปั๊บต้องกลับมาที่ลมหายใจ ถ้ามันคิดไปหรือว๊าปไปเรื่องอื่นนอกจากเรื่องการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกแล้วต้องดึงกลับมา หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือการมารู้ลม กลับมารู้ลม มันจะมาไม่มาก็ตามเรากลับมารู้ลม ทำเข้าบ่อยๆ บ่อยๆ มันก็เป็นสมาธิเท่านั้นเอง เวลามันคิดนึกฟุ้งซ่าน เราอย่าตามมัน อย่าตามไปฟุ้งซ่านกับมัน เรามีหน้าที่คอยดูลมหายใจเข้าออก เราก็ดูลมหายใจเข้าออกอันนั้นแหละไว้ อย่าให้มันคิดฟุ้งซ่านไปเรื่องต่างๆ ให้มันคอยรู้คอยเห็นอยู่ตลอดเวลา คอยเห็นลมนะ เห็นอยู่เรื่อยๆ

สำคัญอยู่ที่ใจ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า มโนปุพพังคมา ธัมมา, มโนเสฏฐา มโนมยา, มนสา เจ ปทุฏเฐน, ภาสติ วา กโรติ วา, ตโต นัง ทุกขมเนวติ, จักกังวะ วหโต ปทัง. คำสอนของพระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นอย่างนี้ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน สำเร็จด้วยใจ ถ้าใจชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว ทำชั่วก็ตามมา ทุกข์จะเหมือนรอยเกวียนหมุนไปตามรอยเท้าโคฉันนั้น โคลากเกวียนไปรอยล้อเกวียนก็ตามไป จิตใจของคนนี่สำคัญ เพราะว่าใจถึงก่อน ถึงก่อนทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องเหล่านั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามใจของเราต้องถึงก่อน ใจต้องคิดนึกก่อน ใจต้องรู้ก่อน อย่างเรามาหัดสมาธิก็เหมือนกัน เราก็ต้องดูให้ใจของเราอยู่กับลมหายใจเข้าออก

ถ้าใจมาต้องทำได้

ถ้าใจเราว่าจะทำอย่างนี้มันต้องทำได้ แต่ถ้าใจเราว่า สู้ไม่ไหว สู้ไม่ไหว อย่างนี้การกระทำก็เป็นไปไม่ได้ ก็สู้ไม่ไหว แต่ถ้าเราคิดว่ายังไงๆ เราจะไม่ยอมถอยหละ จะเอาให้ได้จริงๆ วันนี้ คิดอย่างนี้ตั้งใจทำด้วยความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมันต้องได้ผล ไฟในนรกร้อนแรงกว่าความเจ็บปวดเหมื่อยหล้าเหล่านี้ เพราะฉะนั้น เราอย่าไปถ้อถอยมัน ต้องทำไป เหนื่อยยากขนาดไหนก็ทำ

ฝึกหัดใจ

เราตั้งใจว่าจะมาฝึกหัดแล้ว ให้ใจของเราเป็นสภาพที่มั่นคง มันถึงจะสำเร็จด้วยใจ ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ใจเป็นผู้นำ ใจเป็นสภาพถึงก่อน ถึงก่อนสรรพสิ่งทั้งปวงนั่นแหละ สิ่งไหนก็ตามใจเป็นผู้ถึงก่อนรู้ก่อน เพราะฉะนั้นให้ตั้งใจ ตั้งใจทำไปเรื่อยๆ อย่าท้ออย่าถอย เรามีโอกาสกว่าจะหาโอกาสได้ เรามีโอกาสแล้ว คราวนี้เรามีโอกาสแล้วเราต้องทำ ต้องปฏิบัติให้ได้ ต่อสู้อดทน ตายเป็นตาย ยังเป็นยัง สู้กันปานนั้นนะ

คอยดูตัวนั้นแหละ

นั่งสมาธินี่ถ้าจิตมันสงบแล้วอยู่นานปานไหนก็ได้ จะอยู่ทั้งคืนก็ได้ อาตมาก็เคยทำ นั่งตั้งแต่ 18 นาฬิกา หกโมงเย็นไปจนถึงตีสี่ พอตอนตีสี่รู้สึกปวดหลังนิดหนึ่ง เลยคิดว่าจะขยับตัวเพื่อหยุดทำสมาธิ แต่ก็ยังคอยเฝ้าดูอยู่นั่นแหละว่า ตัวไหนมันเป็นตัวคิดตัวนึกตัวฟุ้งซ่าน เราหาตัวนั้น ตัวไหนมันหลับใน ตัวมันโงกง่วง ตัวมันง่วงหงาวหาวนอน หรืออะไรต่างๆเหล่านี้ คือถ้ามันถูกแอร์เย็นๆ มันอาจจะง่วงเหงาหาวนอนก็ได้ คอยดูตัวนั้นแหละ ตัวมันจะเป็น ต้องจ้องอยู่ตรงนั้น คอยเฝ้าอยู่ตรงนั้น คืออาตมาเคยแก้ปัญหานี้มาแล้ว

ประสบการณ์ความเพียร 1

สมัยก่อนนานพอสมควรแล้วล่ะ มีวันหนึ่งนั่งสมาธิแล้วจิตมันสงบเข้าภวังค์หลับไปเลย พอรู้สึกตัวตื่นขึ้น ก็เอามือคลำไปข้างๆ ยังงัวเงียอยู่ เจออะไรเป็นภู่ยาวๆ คิดว่าเป็นผมผู้หญิง โอ๊ย! ตกใจสะดุ้งว่าจะกระโดดหนีขึ้นเตียง แต่กลับไปถูกกองหมอนกองใหญ่ๆที่ติดอยู่กับกำแพง เสียงดังตึม… ร้องเสียงหลงเรียกหาสารเณรมาช่วย แต่สามเณรก็ไม่ได้มาหรอก พอได้สติแล้ว มาดูดีๆอีกที เป็นหมอนซาอุ ที่เป็นภู่ยาวๆ เลยมานึกสลดตัวเองว่า เราทำไมมาหลับในอย่างนี้หนา จิตเข้าภวังค์ ภวังค์หลับ พอวันถัดมาในตอนนั้น ก็เข้าสมาธิคอยดูเลยตั้งแต่ 18 นาฬิกาเลย คอยดูว่าทำไมจิตมันถึงสงบเข้าภวังค์ไปแบบงั้น และทำไมมันถึงหลับไปอย่างงั้น

ประสบการณ์ความเพียร 2

คอยจดจ้องอยู่ตลอดว่าอะไรตัวไหนมันจะเป็น มันจะเป็นอาการแบบนี้ที่ตัวไหน ก็คอยเฝ้าดู เฝ้าดูอยู่ คอยเฝ้าดู จ้องดูอยู่อย่างนั้นแหละ ตั้งสติ ตั้งสมาธิ ตั้งความเพียรพยายามไว้ตลอดเวลา คอยรู้คอยเห็นอยู่ตลอดเวลา จนว่าเห็นความรู้สึกของเรานิ่งแน่วอยู่ตลอด นิ่งแน่วอยู่ตลอดเวลา คอยรู้คอยเห็นอยู่ จดจ้องว่างั้นเถอะ ว่ามันจะหลับเวลาไหน มันจะฟุ้งซ่านเวลาไหน มันจะฟุ้งซ่านอย่างไร ปรากฏว่าทำตั้งแต่หัวค่ำถึงตี 4 มันก็แน่วแน่อยู่อย่างงั้นตลอด มันไม่เข้าภวังค์หลับเหมือนวันก่อน ในที่สุดพอถึงตี 4 เมื่อยหลังนิดหน่อย ก็เลยคิดว่าจะพักผ่อน เลยเริ่มเอนตัวลงจะนอน หัวยังไม่ถึงหมอน ปรากฎว่าจิตมันรวมลงครั้งใหญ่ เหมือนเป็นระเบิดเลย มันรวมใหญ่ตึมแตกกระจายร่างกายนี้ นี้เป็นนิมิตที่มันเกิดขึ้นน่ะ เล่าแค่นี้แหล่ะ

เอาให้จริงให้จัง

คือถ้าเราเอาจริงกับมัน มันก็ได้ผลเหมือนกัน ถ้าไม่เอาจริงมันก็หลอกเราอยู่นั่นแหละ โอ๊ยเหนื่อย โอ๊ยเมื่อย โอ๊ยเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ มีแต่ความคิดว่าจะกลับบ้าน อะไรประเภทนี้เกิดขึ้นมา แถมยังคิดหาอุบายกลับบ้าน อย่างนั้นอย่างนี้ ที่จริงเราแพ้ ลองคิดดูซิ การทำความดีขนาดนี้ แล้วยังมีครูบาอาจารย์คอยสั่งสอนอยู่ปานนี้ เรายังพ่ายแพ้อยู่ เราจะไปทำอะไรได้สำเร็จ ของนี้เป็นของดี มันเป็นความดีเรายังทำไม่ได้ เราจะทำอะไรได้ในโลกนี้

แค่นั่งดูลมเฉยๆ

แค่นั่งดูลมเฉยๆ เรายังทำไม่ได้ เราจะไปทำอะไรได้ จะไปสร้างอะไรได้ จะไปทำอะไรให้สำเร็จได้ แค่นั่งดูลมเรายังสู้ไม่ไหว ยังทำไม่ได้อยู่ เราต้องเอาให้จริงให้จัง คอยเฝ้าดูมันอยู่นั่นแหละ มันจะไปไหน มันจะคิดอะไร ให้มันคิดไป เราไม่ส่งใจตาม เราตั้งสติรู้ลมอยู่ตลอด เอาใจเข้าสู่ลม ใจอันเป็นใหญ่เป็นประธานของเรื่องทั้งปวงนี่แหล่ะเอามารู้มัน เอามารู้การเข้าออกของลมหายใจ อย่าไปถอย ถอยออกไปก็คือเราแพ้กิเลสเราแล้ว แพ้ตอนนี้ ต่อไปเราก็แพ้เรื่อยไป

เอาอันเดียว

ไม่สำเร็จแน่นอนทำอะไรก็จะไม่สำเร็จ ทำอะไรก็จับจด ทำไม่จริงไม่จัง ทำอันโน้นบ้าง ทำอันนี้บ้าง แต่ก็ไม่ดีซักอย่าง เพราะอะไร เพราะว่าเราเป็นคนท้อถอย เป็นคนไม่ต่อสู้ เป็นคนไม่อดทน เป็นคนไม่มีกำลังใจที่เข้มแข็งพอที่จะทำอะไรให้สำเร็จได้ เหมือนการมาภาวนานี่ก็เหมือนกัน กำหนดลมหายใจบ้าง กำหนดอย่างอื่นบ้าง กำหนดนั่นนี้หลายเรื่องหลายอย่างไม่ได้ ต้องเอาอันเดียว จะเอาพุทโธก็เอา จะเอาลมหายใจก็เอา

อย่างนี้ก็ได้

พุทโธก็ดี ลมหายใจก็ได้ หรือจะพิจารณาแยกกายนี้เป็นส่วนๆ ออกไปจากกัน เป็นขันธ์ เป็นธาตุออกไป หนังเราก็มีอยู่ เราแยกออกหนังนี่ ผม ขน เล็บ เราก็เอาออกแยกออกไปเรื่อยๆ จนเหลือแต่กระดูก กระดูกนั่งอยู่ กระดูกนี้เส้นเอ็นก็หมดไป สลายไป เสื่อมสลายไป ตัดออกไป มันก็วางกองกันอยู่เท่านั้นเอง อันนี้เราก็พิจารณาอย่างนี้ก็ได้

เรื่องปฏิบัติต้องเด็ดเดี่ยว

ในการที่จะชำระจิตของเราให้บริสุทธิ์ต้องทำให้จริง ไปคิดว่า โอ้..เป็นเรื่องง่ายๆ เป็นเรื่องธรรมดา ใครๆ ก็ทำได้ มันไม่ใช่ ไม่งั้นครูบาอาจารย์ท่านไม่ยอมเป็นยอมตายตามภูตามเขา ตามป่าหรอก มันเป็นเรื่องของคนที่มีความเข้มแข็ง ต้องมีใจอดใจทน ต้องมีใจต่อสู้ ต้องมีใจห้าวหาญเด็ดเดี่ยว ตายเป็นตายยังเป็นยังสู้กัน เราไม่ตายกิเลสมันต้องตาย เราไม่ตายกิเลสต้องตาย ท่องมันอยู่ในใจแบบนี้ก็ได้ กิเลสมันต้องตาย ตายไปจากใจเรา ใจเราไม่ตายกิเลสต้องตาย ตั้งใจปณิธานแน่วแน่ขึ้นมาแบบนี้ มีความใฝ่ฝันที่จะทำมันให้สำเร็จขึ้นมา ต้องอดทนอย่างมาก ต้องต่อสู้ ต้องเด็ดเดี่ยว ต้องกล้าหาญ ต้องยอมเป็นยอมตาย

คิดแบบนี้ไม่ได้

พระปฏิบัติท่านไปอยู่ตามป่าตามเขา ตามดง ตามดอนต่อสู้อดทนอย่างเด็ดเดี่ยวนะไม่ใช่ธรรมดา เด็ดเดี่ยวมาก ห้าวหาญมากให้คิดดูซิไปนั่งอยู่ในป่าคนเดียวลึกๆ ป่าลึกภูเขาอะไร อยู่ในถ้ำในเหว โอ๊ย..อาตมาก็เคยไป บางทีจิตมันท้อขึ้นมา โอ๊ย..พ่อแม่เราก็ไม่มีอยู่ที่นี่หน๊อ.. อะไรก็ไม่มีอยู่ที่นี่ เราอยู่ป่าคนเดียว มองหาพ่อก็ไม่เห็นหาแม่ก็ไม่เห็น หาพี่หาน้องก็ไม่เห็น มีแต่เราคนเดียวอยู่ในโลกอยู่ในป่านี่ คิดแบบนี้ไม่ได้นะ ถ้าเราปล่อยใจของเราไปตามความคิดแบบนี้ พอมีเสียงนั่นเสียงนี่ มีเสียงเสือ เสียงอีเก้ง เราก็ตกใจกลัวแล้ว

สู้อดสู้ทน

เวลาได้ยินเสียงเสือขึ้นมาหึ่มๆ ก็ตกใจกลัวแล้วนึกว่ามันจะมากัดมากิน หรือไปเห็นเปรต เห็นอะไรต่างๆ ตามนั้น เขามาขอส่วนบุญจากเรา เราก็มีความสะดุ้งกลัวในใจ เพราะเราอยู่คนเดียวในป่ามองไม่เห็นใครเลย ก็ต้องอดทนมาก เราบอกว่าตายเป็นตายยังเป็นยัง ร่างกายแตกดับไปก็ตาม ขอให้กิเลสมันหมดไปจากใจก็พอ เอาเท่านี้ขอให้กิเลสหมดไป ก็สู้อดสู้ทนไป ไม่ถอยหลังไม่ยอมแพ้ วิ่งหนีจะหนีไปไหน จะหนีเข้าไปหมู่บ้านมันก็หลายกิโล ห้ากิโลสิบกิโลเราจะไปไหวไหม วิ่งก็ตายพอดีเลย หนีไม่ได้สู้อย่างเดียว อดทนอย่างเดียว เป็นอะไรก็เป็น เกิดอะไรก็เกิด เราไม่หวั่นไหวละ

ครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน

คราวนี้เราจะต้องตั้งใจทำ ตั้งใจอยู่ในถ้ำในเหวนี่ เสือจะกินก็กิน ให้มันกินไป เราอดทนปานนี้ กล้าหาญปานนี้ อะไรจะเกิดมาก็เกิด บางทีก็สัมภเวสีหรือสรรพสัตว์ที่มันอยู่ตามป่าตามเขามันก็มา เข้ามา เข้ามาหาเรา เข้ามามันก็พูดว่า โอ๊ย..คมในฝัก มันก็ว่าอย่างนี้ ว่าแล้วมันก็หนีไป เราก็ไม่ได้ใส่ใจว่าคมในฝักมันเป็นอย่างไร เราเฉย เราสู้อดสู้ทนอยู่ในถ้ำ เราก็ทำความพากความเพียรต่อไปไม่ท้อถอย ไม่ยอมเหนื่อยยอมเมื่อยกับมัน สู้อย่างนั้นแหละ นั่งสมาธิจนจิตสงบแน่วแน่พอใจแล้วจึงพักผ่อนนอนหลับในถ้ำในภูเขานั้น นั่นแหละ..ครูบาอาจารย์พระเถระผู้ใหญ่ทั้งหลายที่เป็นฝ่ายนักปฏิบัติท่านก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน ต่อสู้อย่างนั้นเหมือนกัน อดทนอยู่ในป่าในเขา

ครูบาอาจารย์ก็ผ่านมา

อย่างหลวงปู่เทสก์เนี้ยจะเดินทางไปหาหลวงปู่มั่นมีพระครูสีลขันธ์สังวรไปเป็นเพื่อน โอ๋..ไปลื่นหิน หินก้อนนะ หินภูเขามันบาดเท้าท่าน เดินก็ไม่ได้ เลยเอาผ้าอังสะมาพันไว้แล้วก็เดินต่อไป บางทีเสือก็มานอนอยู่ด้วย พอเราพลิกตัว เสือมันตกใจมันเลยร้องแล้วรีบกระโดดออกไปเลย ท่านต่อสู้ปานนั้นนะ จึงได้อรรถได้ธรรม จึงมีมรรคมีผลเกิดขึ้นในใจ

ยังไงก็ตายอยู่ดี

ป่าเขาที่ไหนเขาก็มีเขตหวงห้ามไว้หมด อย่างจะไปห้วยขาแข้ง จังหวัดกาญจนบุรี โอ๊ย..มันไม่ง่ายแล้วเขาไม่ให้เข้าไป เจ้าหน้าที่เขาไม่ให้เข้าไป พระก็เข้าไปหลงป่าหลงดง ไม่รู้ทางออก เข็มทิศที่ถือไปก็ใช้การไม่น่าจะเป็น หลงเดินวนเวียนอยู่ที่เดิมนั่นแหละ ไปตามว่าจะออกไป ออกไม่ได้ ตายก็มี ไม่ได้กินน้ำ ไม่ได้กินข้าวไม่ได้กินน้ำตายไปเลย นั่งกอดบาตรตายเลย พระไปรุ่นหลังผ่านไปก็ไปเห็น เห็นโครงกระดูกกอดบาตรอยู่ นั่นแหละมันตายได้ สู้อดทนนะ อดทนถึงที่สุดตายก็ตาย ยังไงเราก็จะตายอยู่แล้วเกิดมาชาตินี้หนะ ไม่ตายตอนหนึ่งก็ต้องตายตอนหนึ่ง ต้องสู้ไม่ยอมถอยเลย

คนจริง

มีพระองค์หนึ่งท่านสุขภาพไม่ค่อยดีไปปฏิบัติอยู่ในป่า ท่านก็เห็นว่าตัวท่านเองนั้นไม่สบาย เลยไปหาหมอ หมอตรวจว่าท่านเป็นมะเร็งรักษาอะไรไม่ได้ มีแต่ต้องตายลูกเดียว ท่านก็คิดในใจว่าเอาตายก็ตาย แล้วท่านก็มีแต่สนใจในเรื่องปฏิบัติภาวนาอย่างเดียว อดทนทำความพากความเพียร ถึงขนาดที่ว่ายอมให้เพื่อนเอาไปมัดใส่ต้นไม้ไว้ มัดอย่างดีเลย ท่านก็เร่งความพากความเพียรในที่นั่น สำรวมจิตตั้งจิตไว้ รักษาความสงบไว้ พิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นไตรลักษณ์ พิจารณาแล้วพิจารณาอีกซ้ำไปซ้ำมาจนจิตนี้วางหมดทุกอย่าง จิตท่านก็หลุดพ้นจากกองทุกข์ได้เป็นพระอรหันต์ในที่สุด พอสามวันสี่วันต่อมาหมู่เพื่อนก็เข้าไปดูอีก สรุปว่าท่านตายแล้ว ท่านสละตาย พอเอาไปเผา ตายแล้วก็เผา เผาเสร็จกระดูกเอามาเก็บเอาไว้กลายเป็นพระธาตุหมดเลย กลายเป็นเพชรนิลจินดาไปหมด

อย่างนี้ก็มี

พระองค์ที่ต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวอย่างนี้ก็มีอยู่ อย่างนี้ก็มี ทนทุกข์ทรมาน ถ้ากลัวตายอยู่สงสัยท่านก็คงไม่ได้อะไรหรอก ได้แต่ความเศร้าโศกเสียใจ แต่นี่ท่านตายเป็นตายยังเป็นยัง สู้กันเลยไม่ถอย เหนื่อยยากปานไหนก็อดทนเอา น้ำก็ไม่กินข้าวก็ไม่กิน สามสี่วันหมู่เพื่อนไปดู เข้าไปดู อ้าวท่านตายแล้ว ไม่รู้ตายวันไหนตายแล้ว แต่ว่าตายไม่ใช่ตายเฉยๆ นะ ตายเพื่อให้ได้คุณธรรมด้วยนะ ได้มรรคได้ผลด้วยไม่งั้นกระดูกท่านก็ไม่เป็นธาตุ เขาก็เอากระดูกของท่านมา เอามาให้หลวงตามหาบัวดูท่านดู ท่านดูแล้ว ท่านก็บอกว่า อืม..นี่คนจริง คนจริง ท่านก็ยอมรับ กระดูกเป็นพระธาตุเลยนะ

อย่ายอมแพ้กิเลส

ไปท้อถอยมันไม่ได้หรอกกิเลสนี่ ยิ่งอ่อนแอกับมันมันยิ่งข่มเราใหญ่เลย ถ้าเราสู้เราก็ต้องสู้ เราไม่ต้องถอย จิตเรามันเข้มแข็งยิ่งกว่าอะไร ถ้าเราจะให้เข้มแข็งมันก็เข้มแข็ง ถ้าเราว่าให้มันอ่อนแอมันก็อ่อนแอจนไม่เหลืออะไร เราอย่าไปอ่อนแอ ต้องเข้มแข็ง ต้องเด็ดเดี่ยว ต้องกล้าหาญ ต้องอดทน อะไรจะเกิดก็เกิด ให้คิดซะว่า ถ้าธรรมะไม่เกิดในใจจะไม่ยอมถอยเลย ถ้าเราไม่ได้มรรคได้ผลเกิดขึ้นในใจเราจะไม่ถอยเลย เราจะต้องทำให้ได้ ให้คุณธรรมอันดีงามเกิดขึ้นมาในใจของเราให้ได้ เราจะทำจิตของเราให้สงบเป็นหนึ่งให้ได้ นี่เราต้องคิดแบบนี้ เราสู้เลย ถ้าใจสู้แล้วอะไรมันก็สู้หมด ถ้าใจไม่สู้อะไรมันก็ถอยหมด อะไรก็ถอยหมด ทำอะไรก็ทำไม่ได้หรอกเพราะใจมันถอย

เริ่มต้นต้องต่อสู้

เราไปที่ไหนจะให้แต่มันง่ายสะดวกสบาย ไม่ยากไม่ลำบากไม่มีหรอก มันมียากหมด ทำการทำงานก็เหมือนกัน เข้าไปใหม่ๆ มันก็ยาก มันก็ไม่รู้จะทำอะไรก่อนไม่รู้จะทำอะไรหลัง ก็ต้องฝึกงานอยู่เสียก่อนสองเดือนสามเดือน เขาจึงจะบรรจุให้เป็นพนักงานในภายหลัง เพื่อจะดูความอดความทนของคนนั่นแหละ ถ้าเราทำตั้งใจทำ เขาก็บรรจุให้เรา แรกๆเขาก็ให้เราไปฝึกงานก่อน ไปทดลองงานก่อน พอเราทำได้ สู้ได้ อดทนได้ พยายามได้ ทำให้ถูกต้องได้ เขาก็บรรจุให้เป็นพนักงานประจำ การปฏิบัตินี่ก็เหมือนกัน เริ่มแรกเราก็หัดให้รู้ว่าสติเป็นยังไง สมาธิเป็นยังไง ใจสงบเป็นยังไง ใจไม่สงบเป็นยังไงก็ให้รู้ วันหลังมาก็ให้ปฏิบัติ ปล่อยให้ทำเอง ไม่ต้องควบคุมไม่ต้องบังคับ เราก็ต้องตั้งใจทำเอง

คนพึ่งหัด

จิตเราก็สงบบ้าง ไม่สงบบ้าง เพราะมันใหม่นี่ มันต้องเป็นอย่างนั้นแหละ เราพึ่งมาฝึกหัดจะให้มันเป็นเหมือนจิตของพระอรหันต์มันก็เป็นไม่ได้ จิตของพระอรหันต์ท่านมันวางหมด มันปล่อยหมด มันสงบ มันอยู่ดีของมัน จิตของเรามันมีแต่ฟุ้งซ่านไปตามนิวรณ์ นิวรณ์ห้าควบคุมเราอยู่ จิตพระอรหันต์นิวรณ์ห้าไม่มีเลย จิตปุถุชนนี่มันต้องมีนิวรณ์ นิวรณ์ห้า กามฉันทะ พยายาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา อันนี้แหละความง่วงหงาวหาวนอน ความเหนื่อย ความเมื่อย ความยินดีพอใจนั่นนี่ มันยังมีอยู่ มันต้องแก้ไข ตั้งใจทำให้จริง

โอกาสยาก

เจ็ดวันนี้เป็นการมาฝึกปฏิบัติของเรา กว่าเราจะได้โอกาสมาฝึกหัดปฏิบัตินี่ยากแสนยาก เราพยายามแล้วพยามยามอีก ไหนจะเรื่องวันลาอะไรต่ออะไรมันหลายเรื่องหลายอย่างกว่าจะมาได้ อย่างพวกที่เป็นครูก็เหมือนกัน คอร์สนี้ก็คอร์สเปิดกว้างเพื่อครู แต่ก่อนรับเจ็ดสิบแปดสิบก็พอแรงแล้ว คราวนี้ตั้งเป็นร้อย รวมทั้งผู้ช่วยงานธรรมก็ร้อยกว่าแล้ว..นั่น หาที่นั่งที่ยืนก็ไม่มี เราได้โอกาสอย่างนี้แล้วเราต้องอดทน เพราะเราจะหาโอกาสอย่างนี้ไม่ได้ง่ายๆนะ

เจ็บปวดเพราะตัวตน

มันเจ็บมันเมื่อยเพราะเรามีตัวมีตนนั่นแหละ ถ้าไม่มีตัวมีตนมันไม่เจ็บไม่เมื่อยหรอก ความมีตัวมีตนมันมีมาก เราต้องลดตัวตนของเราลง ให้เห็นเป็นของเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็แตกสลายไป ให้เห็นชัดลงไปในใจของเรา มันมีตนนั่นแหละ มันถึงเจ็บแข้งเจ็บขา เจ็บนั่นเจ็บนี่ ถ้าจิตเราวางหมดทุกอย่างมันก็ไม่เจ็บเลย นั่งก็ไม่เจ็บ นอนก็ไม่เจ็บ ตื่นมันก็ไม่เจ็บ อะไรมันก็ไม่เจ็บ แต่เราจะต้องต่อสู้ ต้องอดต้องทนอันนี้ ถึงจะไปตลอดรอดฝั่ง ถ้าเราไม่อดไม่ทนเนี่ย โอ๊ย..เจ้าพระคุณเอ๊ย มันไม่มีทางที่จะให้เราได้มรรคได้ผลหรอก เรามานั่งนิดเดียวก็ปวดขาแล้ว พอทนได้ก็เพราะมีแอร์คอนดิชั่นนี่แหละ เราถึงพอทนได้ ส่วนประกอบอย่างอื่นก็ได้เติมแต่งไว้ให้แล้ว ที่นั่งมันไม่นิ่ม ก็มีที่นั่งมีอะไรมาให้ ค่อยๆหัดไปทำไป

อดทนถึงได้ดี

อย่าท้อถอย เหนื่อยยากขนาดไหนก็อดทนเอา ถ้าเราไม่อดไม่ทน มันจะได้ขึ้นมาได้ยังไง มันจะสำเร็จขึ้นมาได้ยังไง เราต้องอดทน เราต้องตั้งใจให้เต็มที่ ยากปานไหนก็ต้องทำ ให้คิดถึงพระไปที่อยู่ตามภูตามเขายอมเป็นยอมตายในถ้ำในเหวเสือจะกินก็ไม่ว่า ช้างจะเหยียบก็ไม่กลัว ตั้งใจภาวนาอย่างเดียว ทำไมถึงไปอยู่ตามภูตามเขา ก็เพราะมันเงียบ มันไม่มีสิ่งรบกวน ส่วนพวกเสือพวกช้างมันก็อยู่ของมัน เราก็ต่อสู้อดทนกับสิ่งเหล่านั้นไม่หวั่นไหว สละตายหมดแล้วมันถึงได้ ถ้าไม่สละตายมันไม่ถึงที่สุดของทุกข์ ที่สุดของทุกข์ก็คือพระอรหันต์ เราต้องสละตาย ยังไงเราก็จะตายอยู่แล้วในชาตินี้ภพนี้ เราต้องเอาคุณธรรม อย่างน้อยให้ได้โสดาบันขึ้นมาก็ยังดี

กลัวไปทำไม ไม่มีอะไรหรอก

เราต้องอดทน มันจึงจะสู้ได้ เห็นความฟุ้งซ่านนิดหน่อยเรากลัวแล้ว ทำไมจิตฉันไม่อยู่ ทำไมจิตฉันเป็นอย่างนี้ ฉันอยากกลับบ้าน..นั่น ที่หลับที่นอนตุ๊กแกเยอะนั่นนี่ โอ๊ย..ก็อยู่ในป่านะ สัตว์ป่ามันก็มาอาศัยอยู่ด้วย เราจะไปหวั่นไหวอะไรแค่จิ้งจกตุ๊กแก ยิ่งจิ้งจกตุ๊กแกมันได้แมลงแล้วมันเอาตีกับกำแพงเสียงดัง ต๊อกๆๆๆ เราก็นึกว่าผีแล้ว อุ๊ย..สู้ไม่ไหวผีเยอะ แนะว่าไปอีก บาปไปอีกด้วย ที่จริงสัตว์มันกินแมลง พอมันกินแมลงแล้วก็เอาหัวกระทบฝากระทบอะไร เราได้ยินเสียงเราก็นึกว่าผีว่าอะไร กลัวไป มันจะมีอะไร ไม่มีอะไรหรอก อย่าไปท้อถอยกับสิ่งเหล่านี้

ปัจจัยสี่ แค่นี้ก็พอ

ขอให้มีน้ำ มีไฟ มีอะไรพอสะดวกสบายพอสมควรอย่างนี้เราก็พอใจแล้ว อาหารการบริโภคก็เป็นเรื่องของอาหารที่ไม่ให้มีเนื้อสัตว์เท่านั้นเอง ที่ให้ทำอย่างนี้ก็เพราะว่า หนึ่ง กลิ่นตัวจะไม่แรง สอง มันเบามันสบาย มันไม่ง่วงซึม ถ้าอาหารเนื้อสัตว์กินเข้าไปแล้วมันง่วง มันซึม มันย่อยยาก แต่อันนี้มันย่อยง่าย ย่อยจนหิวข้าวนั่นแหละ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะได้อดอย่างนี้ไปตลอด พอตอนเที่ยงมาก็มีอาหารว่างอยู่มันก็ทนได้ ให้มันอยู่ได้

เสบียงการเดินทาง

มีสุภาษิตอยู่บทหนึ่งที่พูดถึงเรื่องการรับประทานอาหารไว้ว่า มีบุรุษจะข้ามทะเลทรายไปกับลูกกับเมีย พอถึงระหว่างทางเสบียงที่ได้เตรียมไว้สำหรับเดินทางมันหมด ก็ยังยอมฆ่าลูกกินเป็นอาหาร แต่ที่กินก็เพื่อให้มีกำลังพอที่จะเดินทางข้ามทะเลทรายให้ได้เท่านั้น..นั่น อาหารก็เป็นแบบนั้น เราก็กินด้วยความที่เรียกว่า เอาพอให้พ้นทุกข์ไปได้เท่านั้น แต่ถ้าเราจะทำแบบบุฟเฟ่ต์ก็ทำได้ ทำอาหารแบบอย่างดีก็ทำได้ ทำแบบอย่างไหนก็ทำได้ แม่ครัวเขาทำได้ทั้งนั้น เรากินเราอยากแล้ว เราก็พออดพอทน พอให้อยู่ได้เท่านั้นเอง

พิจารณาอาหาร

อย่างพระจะมีบทพิจารณาอาหารที่ว่า ปฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ กินแล้วต้องพิจารณา พิจารณาในอาหารนั่น เพื่อระงับทุกข์เก่า เพื่อระงับทุกข์ใหม่ เพื่อให้ร่างกายนี้อยู่ได้ เพื่อปฏิบัติธรรมได้ พระจะฉันเช้านี่ ก็ต้องพิจารณาเสียก่อน ต้องท่อง ปฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ, เนวะ ทวายะ นะ มะทายะ, นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะ ต้องท่องกันเสียก่อน ท่องปฏิสังขาโยเสียก่อนจึงบริโภคจึงฉัน คือเตือนใจเจ้าของเสียก่อน พระพุทธเจ้าให้พิจารณาเสียก่อนจึงฉัน ถ้าเอามาฉันปุ๊บไม่ได้พิจารณานี่ เป็นอาบัติเลย ผิดศีลเลย เป็นอาบัติทุกกฏทันที ถ้าเราฉันไม่ได้พิจารณาปฏิสังขาโย

พิจารณาเพื่อ..

พระวัดปฏิบัตินี่ไม่ได้สวด พิจารณาใคร พิจารณามัน พิจารณาจึงฉันจึงบริโภค ไม่ให้เพื่ออย่างอื่น เพื่อให้ร่างกายอยู่ได้ เพื่อระงับเวทนาเก่า เพื่อบรรเทาเวทนาใหม่ไม่ให้เกิดขึ้น เพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ได้ ไม่ได้กินเพื่อเล่น ไม่ได้กินเพื่อมัวเมา ไม่ได้กินเพื่อความเพลิดเพลิน ไม่ได้กินเพื่อความหลงนั่น ไม่ได้กินเพื่อความสนุกสนาน ไม่ให้กินเพื่อเหตุผลหลายอย่าง ไม่ให้ติดในรสอาหาร พูดแล้วคำพระพุทธเจ้ามันก็ศักดิ์สิทธิ์อยู่

โชคดีที่มีไข่

บางทีเราก็คิดเหมือนกัน คืออาตมาไปธุดงค์เขาเอาหมกงาก(เขียดภูเขา)มาให้กิน โอ๊ย..มันกินไม่ลงจริงๆเลยนะ หมกงากเนี่ย แต่เขากินกันได้ ชาวบ้านเขากินกันได้แต่เรากินไม่ลงเหมือนกัน อื้อ..กินไม่ลงจริงๆหมกงากเนี่ย กินไม่ลง หมกเขียดหน่ะ เขียดงาก นึกถึงเสียงเวลากลางคืนมันร้องแง้กๆๆๆ เขาก็ไปจับเอา ตอนเช้าเขาก็เอามาหมกแล้วก็เอามาถวายพระ โอ๊ย..มันกินไม่ลงเหมือนกันนะ ปฏิสังขาโย ท่องแล้วท่องอีก มันยังกินไม่ลงอยู่ แต่โชคดีมีไข่อยู่ใบหนึ่งแค่นี้ก็พอแล้ว ไข่ใบหนึ่งก็พอแล้ว โยมที่มาถวายอาหารเขาก็สังเกตเห็นเราไม่กิน เห็นเราไม่ตักใส่บาตรไว้เขาสังเกตนะ วันหลังมา..อ้าวมีอาหารอย่างดีมาเลย เอ้อ..มันเป็นอย่างนี้

กินให้พออยู่ได้

มันก็เป็นทุกคนนั่นแหละ บางทีเห็นอาหารแล้ว โอ๊ย..จะกินยังไงเนี่ย แต่ก็ต้องอดทนเอา เรากินไหนได้เราก็กิน กินพอให้อยู่ได้เหมือนคนที่ต้องฆ่าลูกกินในขณะเดินทางพอเป็นเสบียงข้ามทะเลทรายนั่นแหละ กินพอให้อยู่ได้ มันไม่มีอะไรก็กินข้าวธรรมดา มันก็หวานนะข้าวธรรมดานะ เคี้ยวดีๆก็หวาน

ใจนี่แหละสำคัญ

ให้ตั้งใจ ให้เด็ดเดี่ยว ใจนี่แหละสำคัญ ดีก็เพราะใจ ชั่วก็เพราะใจ หยาบละเอียดก็เพราะใจ ใจเราเป็นตัวสำคัญเป็นตัวการไม่ว่าเรื่องใดๆทั้งสิ้น ถ้าใจเราสู้แล้วยากปานไหนมันก็ไปได้ อาตมาเคยไปอยู่ในถ้ำ ใกล้ๆน้ำตกมันก็มีแอ่งน้ำอยู่ความคิดก็เกิดขึ้นว่า อ้าว..ถ้ามีตัวอะไรซักตัวหนึ่งพึบพับขึ้นมาจากน้ำนี่เราจะทำไง เพื่อนก็มาอยู่ด้วยแต่พอห้าทุ่มหกทุ่มเขาก็ไปภาวนาของเขา เราก็ภาวนาอยู่ใกล้น้ำตก พระองค์หนึ่งก็ไปกางกลดนอนกันทางของสัตว์ อีเห็นมันก็มาเข้าในกลดเลยขนาดนั้น โอ๊ว..ไล่กันวุ่นวายพอสมควร

ให้ตั้งใจ

มันมีหมดหละความคิดความกลัว ความนั่นนี่มันมีหมด ทุกคนหละ อดทนเอา อย่าไปใส่ใจให้คิดว่า กิเลสมันร้ายกว่าสิ่งเหล่านั้นทั้งสิ้น มันเป็นอันตราย ในการเวียนว่ายตายเกิดของเรา กิเลสเนี่ยมันทำให้เราตกต่ำมานับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว คราวนี้เราจะเอาชนะมัน เราต้องทำให้เด็ดเดี่ยว ยอมเป็นยอมตาย ยอมสละทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ให้ติด ไม่ให้ยินดี ไม่ให้ยินร้าย ให้ตั้งใจปฏิบัติให้เต็มที่ เพราะว่าใจนี้มันสำคัญ ถ้าฝึกหัดปฏิบัติแล้วจะได้ความสุขอันยิ่งใหญ่ ขอให้ตั้งใจปฏิบัติต่อไป

Advertisements